ดราม่าทีวี

posted on 08 Oct 2009 09:00 by enjoy-dangnoi

 

            เมื่อคืนใครดูรายการตาสว่างบ้างยกมือขึ้น ถ้าใครไม่ดูนี่รีบไปดูย้อนหลังซะ แล้วคุณจะรู้ว่าชีวิตดราม่าน่ะมันมีจริงๆ นะ จะบอกให้....

                ในสื่อทีวี มักจะสร้างรายการที่กระชากอารมณ์คนดู โดยการสร้างเหตุการร์มาคุ บรรยากาศอึมครึม ตลอดจนจัดฉากเถียงกันซะอย่างนั้น เพื่อดึงเรทติ้ง ยิ่งมีคนด่าเยอะเท่าไหร่ เรทติ้งยิ่งดีเท่านั้น

 

 

                หากใครเป็นแฟนรายการ ตี10 คงเคยได้ชมเรื่องชายสติไม่ดี ที่เก็บขยะขาย เพื่อฝากเงินวันละ 20 บทเพื่อเก็บไว้ผ่าตัดหัวใจของผู้เป็นแม่ เนื้อเรื่องดูเป็นดราม่าเลยนะ โห...เศร้ามาก ต้องเก็บขยะ แถมยังสติไม่ดีอีก มีคนกลั่นแกล้ง แต่รายการกลับไม่ได้นำเสนอในรูปแบบนั้น กลับพากย์เสียงให้คนดูตลก ซะงั้น ดูแล้วขัดหูขัดตาเป็นอย่างยิ่ง

                ที่สำคัญกว่านั้น ยังมีการยังเอาแม่เค้าไปซ่อน ให้ชายสติไม่ดีคนนั้นร้องไห้ เอ้าดราม่ากันเข้าไป  ตี10 คงกำลังสนุกกับการล้อเล่นกับอารมณ์ทั้งคนเล่นและคนดู ไม่นาน เว็ปบอร์ดใหญ่ระดับประเทศ ขึ้นกระทู้หรา

                ตี 10 เป็นอะไร เนี่ยยย??

                ผมว่ารายการตี10 นี่เริ่มจะตลกร้ายแล้วนะครับ

                นี่แหละค่ะ ผลตอบรับที่ ตี 10 ต้องการ feedback เยอะเกินคาด

                เมื่อคืนยังเจอรายการแบบดราม่าๆอีกในรายการตาสว่าง  ส่วนตัวแล้วค่อนข้างชอบรายการนี้ เพราะมั่นใจในตัวพิธีกรอย่างคุณสัญญา ถึงแม้จะมี  2 เสือ น้าเน็ก กับเจ้อ้น มาค่อยปั่นป่วนก็เถอะ แต่เมื่อวานนี้สุดเอือมจริงๆ

 

 

                วันนี้จะมีคณะกลองยาวพิสดารมาโชว์ สักพักก็ดราม่าตั้งแต่ช่วงที่น้าเน็กเถียงกับเจ้อ้นศรีพรรณเลย ว่าเจ๋งยังไง ไม่รู้ว่าสคริปต์หรือเปล่า แต่ถ้ามีสริปต์จริงเนี่ย ติดต่อไปเล่นละคร หรือถ่ายหนังสักเรื่องไหม เนียนมาก

                และแล้วลางร้ายก็ปรากฏ ตั้งแต่สายผ้าที่คากกลอง ขาดแล้ว ขาดอีก เราก็แอบนึกว่าวันนี้มันต้องมีอะไรแน่ๆเลย วงกลองยาวนั้นประกอบด้วยลุงแก่ๆเป้นหัวหน้าและลูกวงนับ 10 ซึ่งเป็นเครือญาติของแกเองนั่นแหละ ลูกบ้าง ลูกเขยบ้าง หลานบ้าง จับมาเล่น แล้วที่เล่นน่ะ โหดๆทั้งนั้น กระโดดผ่านห่วงมีด ห่วงไฟ ทับเศษแก้ว เอาอิฐบล็อกทุบหัวให้แตก (ให้อิฐแตกนะ ไม่ใช่หัวแตก แต่อาจจะโนนิดหน่อย เล็กน้อยถึงปานกลาง) แล้วที่ดราม่าสุด เป็นการโหม่งทุเรียน

                โอ้วววว..โหม่งทีเรียนลุงคิดได้ไงเนี่ยยย??  ทีเรียนนะลุงไม่ใช่ตะกร้อ โหม่งตะกร้อทียังมันไป 38 วินาทีเลย นี่โหม่งทุเรียน ไม่อยากจะคิด แล้วพอพิธีกรถาม เคยแตกไหม ลูกเขย ( คนที่โหม่งทุเรียนแกเป็นลูกเขยของลุง คาดว่า แกไม่ยอมใช้สายเลือดตัวเองเพราะอาจจะกลัวว่า โหม่งมากอาจติ๊งต๊องไปได้ )

                เคยพลาดไหมครับ ลูกยินดีไหมครับที่ทำแบบนี้ เคยหัวแตกไหมครับ พิธีกรถาม

                ไม่เคย ลุงตอบคำถามทั้งหมด ทั้งที่ไม่ได้เล่นเองเอาเซ่ --..--  ดราม่ามากลุง  ไม่เคยแตก ไม่เคยเจ็บ แน่ดิ ลุงไม่ได้เล่นเองนี่ (หรือไม่แน่ลุงแกอาจจะกำลังซ้อมโหม่งขนุนอยู่เพราะลูกใหญ่กว่า)

                ลุงตอบแทนทุกคนที่ต้องเล่นเสี่ยงอันตราย ไม่แตกครับ ส่วนตาคนที่กำลังจะดหม่งทุเรียนน่ะหรอ หน้านี่ซีดเป็นไก่ต้มปะดินสะพองเลยทีเดียว คงนึกในใจ โอ้ววมายกระบาล

                ไม่แตกครับ ใช่ ตอนโหม่งที่ไม่แตกน่ะไม่ใช่หัวลุงแล้วก็ไม่ใช่ทุเรียนด้วย (ก็มันมาแตกเพราะแรง g ที่โหม่งแล้วตกสู่พื้นโลกต่างหาก) แต่ที่แตก คือ หัวของลูกเขย (คาดว่าตอนนี้ลุงอาจจะระเบิดตัวเองไปเรียบร้อยแล้ว ว่าไงลุง ไหนว่าไม่แตกไง?

                ซีดกันทั้งรายการเลย ดราม่า เลย อิลุงคงอยากจะหายไปในความเงียบพร้อมกับทีมงานทุกคน หนังจากที่ลูกเขยลุงหายไปแล้ว  เพราะเลือดแดดอาบหัวหลังจากโหม่งทุเรียน เอ่อ..แล้วถ้าหมอถามนี่จะตอบว่าอะไรดีเนี่ย

                คะ..คือ..ผมไปโหม่งทุเรียนมาครับ

            นี่แหละ ดราม่าทีวี(ไทย) หลังจากลูกเขยลุงหัวแตก ขอเปลี่ยนช่องดีกว่า เราไม่อยากดูไก่ต้ม ใครดูเล่าให้ฟังบ้างว่าช่วงต่อไปอ่ะ ซีดไหม ดราม่าป่ะ

                หวังว่าป่านนี้ลุงแกอาจจะลองซ้อมโหม่งผลไม้สักชนิดอยู่ ที่มันฮาร์ดคอนิดนุง ได้ไม่ต้องใช้ลูกหลานแกมาเผชิญกับอะไรแบบนี้ ไม่แน่อาจจะต้องส่งลุงไปอยู่กับพี่โทนี่จา สัก 2 ปี ลุงแกอาจจะอยาก เล่นเอง เจ็บเอง ไม่ใช้สลิง ไม่ใช้ตัวแสดงแทนน

                แล้วลุงก็จะตะโกนว่า

                ช้างกูอยู่ไหนนนนนนนนนนนนนน...

               

 

               

ใกล้เส็ดแล้ววววววววว

posted on 02 Oct 2009 12:13 by enjoy-dangnoi

 

 ช่วงนี้ยุ่งๆ ทำหลายอย่างในชีวิตมาก

นั่นนี่โน่นน

 

วันก่อนพี่ใบพัดมาเป็นวิทยากรที่มอ สนุกมากเลย เด๋วไว้เอนทรี่หน้าจะเล่าให้ฟัง

เอนทรี่นี้ มาปล่อยของ

เป็นอะไรไม่รู้อยากปล่อย ฮ่ าาา ทั้งที่ยังเสร็จ สงสัยเหนื่อยย

งานนี้ทำส่งอาจารย์ นิตยสาร 24 หน้า แต่ดันเพลิน ทำไปซะ 30 กว่าหน้า

แต่สนุกมากงานชิ้นนี้

 

ดูไม่ได้ ไปดูที่นี่น้าา   จิ้มมเบาๆ


ข้อมูลส่วนใหญ่ก้อเอามาจากบุคคลดังๆในบล็อคเป็นส่วนใหญ่

-ขอบพระคุณมากเลย ขอโทษด้วยที่แอบเอาไปโดยไม่ขอก่อน

-พี่บองเต่า

-พี่วิชัย

-พี่เผ่า

-พี่แป้นน

 

ขอบพระคุณนะคร๊าาา  อย่าโกรธ หนูเลย ถือว่า ทำเพื่่อการศึกษาน้าา ปิ๊งๆ

 

ส่วนเนื้อหานั้น หลายคอลัมน์ เป็นงานที่เขียนเอง ส่วนของท่านอื่น เราให้เคตรดิต ค่ะ  ไปทำต่อและฟิ้วว

 

 

 

ปล.ตอนนี้รอรูปจากคุณเผ่าอยู่ ก็เหลือ ปก และก็มี 3 หน้า หวังว่าจะเส็ดในเร็ววันนี้  

ปล.2 ขอบพระคุณ และขอโทษอีกครั้งง

edit @ 2 Oct 2009 12:23:19 by แดงน้อย เนินกระโทก ผู้มีภูเขามาบังอยู่หน้าบ้าน..

เกิดอะไรขึ้น

posted on 22 Sep 2009 23:52 by enjoy-dangnoi

ช่วงนี้มันมีอะไรแปลกๆอ่ะ

 

เราก้อเข้าบล็อกเราเองบ่อยนะ

 

แต่มันคงไม่ขนาด 699 ครั้ง ต่อ 1 วัน

 

 

แอร๊งงงงงงงงงงงงงงงงงงงงง

 

 

จะ บ้าหรอ ชั้นมานงรีเฟรช 699 ครั้ง ใน 1 วัน ฮ ่าาา

 

โคตรว่างอ่ะ

 

 

งงกับ

 

มันเป็นไปไม่ได้ ที่เมื่อวาน จะมีคนเข้ามา  699 คน

 

ฮ ่าาาาาาาาาาาา

 

 

ทั้ง งง  ทั้ง ฮา

 

 ติด ฮอต ก็ไม่ใช่

 

จะว่าเราเข้าบ่อย มันก้อคงเยอะเกินไป ว่าแต่ มันเกิดอะไรขึ้น โอ้วววววววววววววววว

 

 

แต่ก้อแอบดีใจ

 

ฮ่ าาา

 

 

 

 

*อัพไร้สาระว่ะ

edit @ 23 Sep 2009 01:59:28 by แดงน้อย เนินกระโทก ผู้มีภูเขามาบังอยู่หน้าบ้าน..

ภาพของผม – ภาพของเรา

posted on 17 Sep 2009 12:15 by enjoy-dangnoi

ภาพของผม ภาพของเราทุกคน

images by uppicweb.com

 

 

 

 

 

                ความฝัน?+ ความหวัง มันก็แค่แยกไม่ออกหรอก อาจจะ เป็น ภาพเลือนราง? หรือ ความพยายามนี่แหละ

                หากเส้นชัยของชีวิตคือ ความฝัน  เราทุกคนคงกำลังอยู่บนลู่วิ่งที่ใหญ่ที่สุดในระบบสุริยะ เพราะนอกจากโลกแล้ว ไม่มีดาวดวงในมีสิ่งมีชีวิต(ที่พิสูจน์ได้) เช่นเดียวกันที่ลู่วิ่งรอบกรอบสี่เหลี่ยมนั้น มีจุดเริ่มต้นที่ไม่เท่ากัน บางคนได้ลู่ที่ดูเหมือนจะนำคนอื่นอีกแปดเท่าตัว กับบางคนที่อยู่ในตำแหน่งที่ล้าหลังที่สุด แต่อย่างไรก็ดี เมื่อสียงปืนดังขึ้นหลังจากที่เราโก่งก้นนั้น  ความเหลื่อมล้ำเริ่มจะหายไป แท้จริงแล้วทุกคนต้องวิ่งในระยะทางที่เท่ากัน(คงเทียบกับชีวิตคนชีวิตหนึ่งและจุดมุ่งหมายที่เหมือนกันนั่นคือ ความฝัน  ต่างกันก็แค่ จุดเริ่มต้น กับ ความพยายามเท่านั้นเอง

          จะมีกี่คนที่จะไปถึงเส้นชัย หากเป็นการแข่งขันกรีฑาจริงๆ ทุกคนต้องไปถึงเส้นชัย อยู่ที่ว่ามันจะต่างกันกี่วินาที จะมีใครทำลายสถิติไหม ก็คล้ายกับชีวิตคนเรา ทุกคนมีความฝัน แต่ก็ไม่ใช่ว่า ทุกคนจะไปถึงฝัน ละ การไปไม่ถึงฝัน ใช่ว่า จะไม่ประสบความสำเร็จ นักเขียนท่าหนึ่งเคยบอกว่า ภูเขาในชีวิตมันไม่ได้มีลูกเดียว เมื่อผ่านลูกนี้ไปแล้ว มันยังมีลูกเล็กลูกใหญ่อีกมากมาย  มันมีภูเขาลูกสุดท้ายอยู่จริง แต่นั่นก็เป็นเพียงภูเขาในโลกอุดมคติเท่านั้น  ระหว่างทางเราอาจจะพบอะไรมากกว่า การตามหา  (บางที่อะไรเล็กๆข้างทางของเราอาจจะเป็นภูเขาลูกใหญ่ในอุดมคติของคนอื่นก็เป็นได้)

                ความฝันคือ แรงบันดาลใจในการดำเนินชีวิต แม้ในชีวิตจริงสิ่งที่สังคมสอนเรามันจะเป็น เงิน มากกว่า  ความฝัน ก็เถอะ ดูคล้ายๆเป็นภาพเลือนรางที่เราพยายามเพ่งตามอง เป็นภาพที่สวยงามที่สุดในชีวิต(ของคนที่มีความฝันเป็นของตัวเองแล้ว)

          แต่ก็ยังมีบางคนที่กำลังตามหาฝันของเขา เช่นตัวเอกของเรื่องนี้กำลังเป็นอยู่ ภาพที่สวยงามอยู่ที่ใด? ความฝันอยู่ที่ไหน?  ถ้าเหนื่อยเราจะทำอย่างไร? ล้มลงหรือไปต่อดี?

 

          คุณมีภาพในฝันหรือเปล่า?  ภาพคุณเป็นอย่างไร?


                ในขณะที่สังคมกำลังดำเนินไปในทิศทางที่ติดลบ ความฝัน ถูกลดคุณค่าลง เงินทอง เข้ามาเป็นสิ่งทดแทน ความเห็นแก่ตัว เห็นแก่ได้ถือกำเนิดขึ้นและคาดว่าจะไม่สูญพันธุ์ไปไหนง่ายๆ จนกว่าเราจะเลิกให้ เงิน นำหน้าชีวิต

                ไก่เห็นตีนงู งูเห็นนมไก่ ไม่รู้ว่าสำนวนนี้จะตรงกับที่ผู้สร้างคิดไว้หรือเปล่า แต่ภาพหนึ่งเกิดขึ้น คงคล้ายๆกับการเสียดสีสังคมแบบที่ได้กล่าวไปข้างต้นแหละ ในเมื่อหยุดสังคมไม่ได้ ก็คงต้องตามให้ทัน แต่ก็กลับกลายเป็น ความเห็นแก่ตัวในที่สุดยังไม่นับรวมตัวแปรสังคมเด่นๆ อย่าง เหา เห็บ หมัด (โลน) ตัวสุดท้ายอาจะเกี่ยวน้อยหน่อย สัตว์ที่กำจัดยาก ดูเหมือนจะหาย  แต่ก็ไม่เคยหายไป คงต้องรอ Big Bang ครั้งหน้า แล้ว ทุกอย่างคงจะสงบสุข(กว่านี้)

                ภาพหนัง หยิบ เอาความต้องการ ลึกๆของมนุษย์ นั่นคือ การตามหาความฝัน   มาเล่นกับ ความโหดร้ายของสังคม  สังคมสีเหลืองอมน้ำตาล ที่มีเขม่าควันบังตาอยู่ จนบางครั้งตาอักเสบก็มี
                ส่วนหากตัวเอกเป็นคน คงต้องเป็นพระเอกปากหวานจากละครช่อง 7 สักเรื่อง  ที่เอ่ยชมความงามของนางเอกเรื่อยไป
แต่นั่นก็ไม่ใช่ข้อลบซะทีเดียว บางทีการทำปากหวาน มันก็ทำให้เราปลอดภัยและสามารถยืนตรงอยู่ได้ในบางสถานการณ์ ถ้าไม่โดนใครผลัก หรือถีบซะก่อน

                ปากหวาน คงเป็นตัวแปรหนึ่งที่สำคัญในสังคม อาจจะเป็น ปากหวานก้นเปรี้ยว ก็ไม่น่าผิด แต่ก็อย่าเปรี้ยวมาก เปรี้ยวนิดหวานหน่อยเหมือนเวลาสั่งส้มตำไทยน่าจะกำลังดี ถ้าหวานไปจะกลายเป็น สตรอเบอรี่ มากกว่า  อีกมุมหนึ่ง ตัวเอก ก็คงเป็นตัวแทนของความพยายามในการตามหาฝัน ซึ่งเขาก็ต้องแลกความฝัน ด้วยสิ่งๆหนึ่ง เช่นกัน และหวังว่า ในชีวิตจริงเราก็คงต้องทำเหมือนเขา (แลกกับอะไรอ่ะ เงินหรอ ฝันกินไม่ได้นะ ฝากธนาคารไม่ได้ดอกด้วย)

                นอกจากเนื้อหา ด้านภาพ หากมองจากคนที่ไม่มีความรู้ด้านงานกราฟิกสักเท่าไหร่ ก็อดชื่นชมกับ มุมกล้องไม่ได้ มีการใช้มุมกล้องที่ค่อนข้างหลากหลาย อย่างฉาก ที่กล้องมุมต่ำ ถ่ายย้อนขึ้นไปถึงตัวละครที่กำลังวิ่งอยู่ อาจจะต้องการแสดงให้เห็นว่า เราเป็นใหญ่ในความฝันของตัวเองที่สุด  อีกปัญหานึ่งมีพบในงานอนิเมชั่นเสมอคงเป็น ภาพไม่ตรงกับเสียง

                แต่หลังจากหนังจบ สิ่งหนึ่งที่คิด กลับเป็น อ้าว..หลอกให้ดูซีกดาร์คซะนาน พอมาสีขาว กำลังเคลิ้มเลย อ้าวว..จบ!.  หรือผู้สร้างอาจจะจงใจให้เราคิดว่า ความสุข อาจจะอยู่กับเราไม่นานก็เป็นได้

                ความพยายามเท่านั้นที่จะอยู่กับเราตลอดไป (ความฝันกระซิบมาบอก)

 

 

                ความฝัน?+ ความหวัง มันก็แค่แยกไม่ออกหรอก อาจจะ เป็น ภาพเลือนราง หรือ ความพยายามนี่แหละ

 

 

*ขอบคุณเจ้าของผลงาน mr_paopan

edit @ 7 Oct 2009 12:33:35 by แดงน้อย เนินกระโทก ผู้มีภูเขามาบังอยู่หน้าบ้าน..

เกมชีวิตจริง - เหตุที่หมาสลัมควรเดินพรมแดง

 

 

 

                ทำไมจึงให้หมาเดินพรมแดง? ก่อนที่จะได้รับ 8 ออสการ์ ( หนังอินเดียใครจะดู ,เกมเศรษฐีหรอ? โหว เสี่ยวชะมัด,      ออสการ์เขาไม่ได้ให้รางวัลตามคุณภาพแล้ว, หนังเอเชียหรอ CG สู้ได้ไหม?)

 

                หากคุณเดินไปแล้ว เจอแบงค์พัน หนึ่งใบ กำลังปลิว อยู่ คุณจะทำอย่างไร เก็บมาเป็นของตัวเองซะ เก็บแล้วไปตามหาเจ้าของ หรือไม่สนใจ  ทางเลือกสุดท้ายมีคนเลือก 0 คน แน่นอน และทางเลือกที่สอง ก็มีคนเลือกน้อยมาก  เพราะอะไร? ในสังคมปัจจุบัน กลายเป็นสังคมวัตถุนิยม คนอยากมีอยากได้ตามกระแสไปเรื่อย ใครมีของยิ่งใหม่ ยิ่งแพง จะยิ่งเจ๋งในสังคม เงินเข้ามาเป็นตัวแปรที่สำคัญ เมื่อมีเงิน เราก็สามารถซื้อทุกอย่างได้ ย้ำ ว่าทุกอย่างจริง เราเชื่ออย่างนั้น เชื่อว่าหลายคนก็เชื่อเช่นกัน หมาสลัมตัวนั้นก็เก็บแบงค์พันใบนั้น

 

                ถึงแม้จะเคยได้ยินประโยคที่ว่า เงินเป็นของนอกกาย ไม่ตายก็หาใหม่ได้ ฟังดูแล้ว เหมือนจะเห็นว่า เงินน่ะ มันไม่ได้จำเป็นมากนัก ดูเหมือนอยู่ในฟากของคนดี พอเพียง  แต่พอประโยคหลัง อ้าวว...ถ้าไม่จำเป็นจริง แล้วจะอยากหาใหม่ทำไม หมาสลัมตัวนั้น รีบหาใหม่ด้วยความมุ่งมั่น

 

                เงิน ทำให้เกิดสงครามที่มองไม่เห็น การแก่งแย่งตำแหน่งหน้าที่การงาน การติดสินบน การฉ้อฉลกลโกง ต่างทำเพื่อ สิ่งที่เรียกว่า เงินทั้งสิ้น ถึงแม้ว่า จะไม่มีใครยอมรับก็ตามแต่ สิ่งหนึ่งเกิดขึ้น คือ  การถูกแบ่งชนชั้น รวย-จน ในสังคม ใครมีเงิน นับเป็นพี่ ใครมีทองนับเป็นน้อง แต่ตอนนี้ถ้ามีที่ดินอยู่แถวสยาม  คงมีคนอยากจะนับเป็นบุพการีกันเลยทีเดียว  ขณะที่คนรวยขับเบนซ์ คนจนขี่รถซาเล้ง ความแตกต่างมันค่อนข้างชัดเจน เพราะความเชื่อเงินเป็นใหญ่ หากสังคมเปลี่ยนไปเป็น สังคมที่ชื่นชมผู้ที่มีความรู้ คนที่อยู่แถวหน้าก็ยังคงเป็นคนรวยอยู่ เพราะคนรวย มีโอกาสทำสิ่งต่างๆมากกว่าคนจน ทั้งการเกิด เรียนหนังสือ มันกลายเป็นความจริงที่ต้องยอมรับว่าคนจน คือชนชั้นล่าง และบ้านของเขาจะมา 3 ห้องนอน 2 ห้องนำไม่ได้ พอพูดถึงคนจน  ภาพที่ออกมาในสมอง มันต้องเป็น สลัม เท่านั้น   

 

                แต่คนเราก็ไม่สามารถเลือกเส้นทางชีวิตตัวเองได้เช่นกัน ชั้นอยากเกิดเป็นลูกรัฐมนตรีล่ะ ไม่ว่าเส้นทางชีวิตใครเป็นคนกำหนด เรามีหน้าที่แค่เดินตามเส้นทางนั้นไปเท่านั้น เป็นเหมือนเกมชีวิต ที่เกมจะโอเวอร์ เมื่อเราหมดลมหายใจเท่านั้น ไม่มีตัวช่วยใด ฮัลโหล ขอ ต่อสายผู้ลิขิตโชคชะตา เพื่อต่อรองหน่อยค่ะ เราคงทำไม่ได้  เราทำได้แค่เล่นเกมนั้นต่อไปเรื่อยๆ จนกว่าเราจะชนะ ไม่ก็แพ้ แต่อย่างไรก็ตาม บางคนชนะแล้วกลับลืมตัว ว่าเคยดิ้นรนมาก่อน กลับไขว่คว้า หาทางที่จะได้เลเวลเพิ่มขึ้นไปอีก แม้จะต้องเหยียบหัวผู้ที่เคยร่วมชะตากรรมเดียวกันมาได้ก็ทำ เพียงเพราะ เงิน

 

                การต่อสู้โชคชะตาของ หมาสลัม ที่ประสบความสำเร็จ ย่อมจะน่าสนใจกว่า นักการเมืองที่ร่ำรวยมาจากการฉ้อฉล  มีครั้งหนึ่งเราเคยเห็นหมา ตัวเล็กๆ ป่วยๆ วิ่งหนีหมาแก๊งใหญ่ ซึ่งคาดว่าคุมอยู่แถวนั้น มันทำให้เรารู้ว่า บางทีก้อไม่ต้องสู้แบบเผชิญหน้าหรอก วิ่งหนีบ้างอาจจะดีมากกว่าถูกรุม หมาสลัมตัวนั้น เลือกจะวิ่งหนีเช่นกัน เขาวิ่งๆไหนีไปเรื่อย ทำให้เราเริ่มรู้ว่า แค่วิ่งหนีปัญหาไม่ได้เป็นสิ่งผิด แต่มันเป็นทางแก้ปัญหามากกว่า โครงเรื่องของภาพยนตร์เรื่องนี้ มาจากเกมเศรษฐี ใครๆ ก็อยากเป็นคนรวยทั้งนั้น เขานำความอยากรวยของคนดูมาเล่น บางคนแค่ชั่วข้ามคืนก็กลายเป็นเศรษฐีได้ในพริบตา แต่ชีวิตมันก็ต้องมีการฝ่าฟัน สิ่งนั้นก็คงเป็นคำถามแต่ละข้อ ที่ถูกถามออกมา โดยมีตัวช่วยเพียง 3 ครั้งเท่านั้น  แต่ในชีวิตจริงตัวช่วยอาจจะไม่อยู่จริงเลยก็ได้

 

                นอกจากพ่อแม่แล้ว ยังนึกไม่ออกว่าใครควรเป็นตัวช่วยในชีวิตของเรา คงไม่ใช่เพื่อนทีเลขที่ติดกันตอนนั่งสอบเป็นแน่ ภาพการต่อสู้ระหว่าง 2 ศาสนา ในหนังทำให้หมาสลัมตัวเอก ใช้ตัวช่วยแรกไปตั้งแต่ตอนต้นเรื่อง  ทำให้ตัวช่วยเขาเหลือน้อยหลง หรือว่าไม่มีเลย การดำรงชีวิตอย่างยากไร้ ยิ่งสะท้อนภาพให้เราเห็นว่าคนจน ที่ลำบากยังมีอยู่ในทุกประเทศ ทุกสังคม แต่กลับไร้ซึ่งคนมาให้ความสนใจ กลับมีเพียงพวกชุปมือเปิบ ยืนมือเข้ามาตบหนน้าสองที แล้วกระชากผมเราออกไป ....

 

                หนังเรื่องนี้สะท้อนความโชคดี บนความโชคร้าย จามาล เด็กหนุ่มที่เกิดมาในยุคสงครามศาสนา ไร้ที่อยู่ ไร้พ่อแม่  ต้องมาเผชิญเหตุการณ์โชคร้ายมากมาย แต่ก็เพราะความโชคร้ายเหล่านั้นที่ทำให้  เขาตอบคำถามในรายการเหล่านั้นได้ เพราะต่างก็เป็นความโชคร้ายที่เขาผ่านมาทั้งสิ้น เป็นมุกที่คนทำหนังต้องการจะสื่อว่า ในความโชคร้าย มันคงจะต้องมีความโชคดีเหลืออยู่บ้าง

 

                สลัมด็อก มิลเลี่ยนแนร์กัดจิกสังคมได้อย่างแสบสันต์  ไม่ใช่แม้แต่สังคมอินเดีย แต่เป็นสังคมโลก เช่นฉาก ฝรั่งอะเมริกันให้เงินตำรวจ ยิ่งย้ำภาพของ สังคมเงินซื้อทุกสิ่ง หรือแม้แต่ความงดงามของทัชมาฮาล สถานที่สวยติดอันดับโลก กลับมีนักท่องเที่ยวมาแย่งกัน เพื่อที่จะถ่ายรูปมุมที่สวยที่สุด เพื่อเอาไปโชว์ว่ามาถึงแล้ว  ส่วนสังคมที่อยู่ภายใต้เปลือกของทัชมาฮาลนั้นกลับไม่มีอยากถ่ายสักคน  ไปจนถึงฉากที่มีคนเอาโค้กมาให้ เด็กชายขณะนั้นเคยไปแอบดูลูกคนมีเงิน กินน้ำดำๆ ซ่าๆ เมื่อเห็นมีคนเอามาให้จึงคิดว่าเขาเป็นคนดี และก็เดินตามเขาไปอย่างง่ายดายโดยไม่รู้ชะตากรรม และฉากที่ทำงานอยู่ในร้านฟาสต์ฟูดส์ น้ำแร่มีราคาขวดละแพงๆ  ของชาวอเมริกัน ก็เป็นเพียงแค่น้ำก๊อก จากท่อประปาเท่านั้นเอง จุดเสียดสีนี้  สะท้อนให้เห็นว่า เราแห่กันไปทำตามฝรั่ง เชื่อถือตามแบบเขา เห็นเขาทำอะไรเราก็พลอยทำตามไปด้วย  หรือคนอเมริกันเขาก็ดื่มน้ำประปาในขวดน้ำแร่กัน?

 

                ฉากที่พี่น้องมาพบหน้ากัน ท่ามกลางสิ่งก่อสร้างที่กำลังสร้างอยู่ทับความเป็นสลัม อดีตของพวกเขา ย้ำว่า ผู้เป็นพี่เชื่อว่า ความเจริญ และเงินทอง เป็นสิ่งที่สำคัญในชีวิต อย่างหลายฉาก ผู้เป็นพี่พูดซ้ำๆว่า โหวว นั่นเงินเป็นฟ่อนเลยนะ

 

                ชีวิตของสลัมหนุ่มจามาล เดินไปตามเส้นทางที่แร้นแค้น พร้อมกับพี่ของเขา ต่างกันที่ พี่ของเขากลับกระหายความร่ำรวยเงินทอง คงเหมือนคนในสังคมที่ได้เท่าไหร่ก็ไม่รู้จักพอ แม้แต่ตอนจบ ซาลิม ยังเลือกที่จะตายอยู่บนกองเงินเป็นล้านๆ ที่เขาหามา ในอ่างจากุดชี่ เป็นเสียดสีว่า คนเราฆ่ากันตาย ข่มเหงกัน เอารัดเอาเปรียบกัน  แต่สุดท้ายเขาก็ยังไม่ทันได้ใช้เงินนั้นอยู่ดี จะพูดว่า ตายไปก้เอาไปไม่ได้ไ ก็คงไม่ผิด แต่คำพูดนั้นดูจะมีกลิ่นเครื่องเทศน้อยไปหน่อย อีกด้านที่อินเดียหนุ่มผู้พี่นั้นมี คือความเป็นผู้นำ พี่ชายคนโต จะมีความเป็นผู้นำอยู่ในตัวเอง ซาลิดก็เช่นกัน หลายฉาก ที่เขาเลือกจะใช้อำนาจความเป็นพี่ชาย กับจามาลผู้เป็นน้อง ทั้งในเหตุการณ์ที่ต้องหนีตาย ไปจนถึงการแย่งคนรัก หนังพยายามนำคำว่าอำนาจ มาเล่นกัน คำว่า พี่น้อง

 

                ทรยศหักหลังกันระหว่างพี่น้องเป็นจุดสะเทือนอารมณ์ที่สุดในเรื่อง คนหนึ่งเลือกที่จะเดินไปตามเส้นทางที่มีแต่กระสุนปืนแต่เต็มไปด้วยเงินทองมากมาย นั่นคือซาลิมผู้เป็นพี่ ส่วนจามาลนั้นเลือกที่จะเดินในเส้นทางที่ขาวสะอาด แม้ดูไร้เกียรติก็ตาม  ความแตกต่างของชะตากรรมทั้งสองคนสะท้อนหลายอย่าง เช่น ชนชั้นที่ถูกกดขี่ในสังคม อย่างจามาลเขาต้องทำงานเป็นเด็กชงชา ขณะที่คนอื่นๆกำลังนั่งเรียนหนังสืออยู่ในชั้นเรียน แต่หนังก็ไม่ได้ทำให้เขาถูกทำร้ายมากนัก แต่กลับถูกสื่อให้ออกมาว่า เด็กที่นั่งเรียนสบายๆ บางคน โง่กว่าเขาอีก ส่วนซาลิม ซึ่งอยู่ซีกดำ ต้องกลายเป็นมือปืน แต่เขาก็ยินดีจะทำมัน  ก่อนจะออกไปทำงาน ยังมีฉากที่ขออภัยโทษต่อพระเจ้า หนังเรื่องนี้สอดแทรกเรื่องเกี่ยวกับศาสนาเข้ามาเป็นระยะๆ แต่นั่นเองเป็นสิ่งหนึ่งที่สร้างความต่อเนื่องให้กับเหตุการณ์ได้อย่างเหมาะสม

 

                ส่วนนางเอกนั้น ชีวิตเธอกลับล่องลอยเหมือนขนนก เธอไม่มีสิทธิ์กำหนดเส้นทางด้วยตัวเธอเอง ทุกอย่างถูกกำหนดไว้โดยคนที่มีอำนาจ ที่สามารถกระทำเธอได้ทุกอย่าง แม้แต่เอาชีวิต บ่งบอกถึง สตรีเพศย่อมอยู่ในชนชั้นที่ถูกกดขี่มากกว่าเพศบุรุษ ไม่ว่าด้วยเหตุใดก็ตาม ผู้หญิงมักถูกทำร้ายเสมอ อย่างภาพสงครามศาสนา ฉากเด่น ยังเป็นฉากที่มีคนเอาไม้มาตีหน้าผู้เป็นแม่ของหนุ่มสลัมทั้งสองลงไปกองกับพื้น(น้ำ)  เป็นภาพที่ตอกย้ำความเป็นบุรุษนิยมไว้มากเลยทีเดียว

 

                ฉากหนึ่งที่อยากหยิบมาคุย คงเป็นฉากใบ้คำตอบของพิธีกรเจ้าเล่ห์  มองมุมหนึ่งก็นั่นมันเป็นรายการของเขา เงินของเขา ส่วนอีกมุมหนึ่งคงต้องการจะลองในอินเดียหนุ่ม ฉากนั้น ยัง ชี้ให้เห็นว่า ความเห็นแก่ตัวมีกันทุกคน  แต่จามาลก็สามารถตอบคำถามนั้นได้ คงเป็นเหมือนการเอาชนะกลุ่มชนที่เอารัดเอาเปรียบเราอยู่ คล้ายๆกับการดันขาที่เขาเหยียบหน้าเราอยู่ให้กระเด็นออกไป บางครั้งเขาอาจจะเจ็บตัวจนเดินไม่ได้ก็เป็นได้

 

                และเหตุที่หมาสลัมควรแก่การได้เดินพรมแดง นอกจากเนื้อหาแล้ว ภาพเป็นสิ่งหนึ่งที่สามรถตอกย้ำความเป็นสลัมได้อย่างชัดเจน ภาพสลัม กองขยะ ภาพจะออกโทนสีน้ำตาลเป็นส่วนใหญ่นอกจากได้อารมณ์ความอดอยากแห้งแล้งแล้ว ยังเพิ่มความรู้สึกสงสารเข้าไปอีกในความยากจนเหล่านั้น ที่น่าชื่นชมคงเป็นการตัดภาพระหว่างคำถามและเหตุการณ์ในอดีตที่นำไปสู่คำตอบ ถึงแม้ว่างครั้งจะมีการสลับภาพไปมาอย่างรวดเร็วแต่ก็สะเทือนอารมณ์อย่างยิ่ง

 

                แต่อย่างไรก็ดี ก็ยังไม่ทิ้งความเป็นอินเดียแท้ คงไม่มีภาพยนตร์ชาติไหนที่ตอนจบมีนักแสดงมาแจ๊สแดนซ์ กันอย่างสนุกสนาน แต่นั่นแหละเป็นเสน่ห์ของอินเดีย ภาพรวมหนังไม่ต้องการนำเสนอภาพที่เศร้า สะเทือนอารมณ์สุดขีด แต่มีการกระแทกนิดหน่อย พอให้ใจสั่น แล้วก็ดำเนินเรืองต่อไป แล้วก็กระแทกมาใหม่ คงเป็นเสน่ห์อีกอย่างหนึ่งของภาพยนตร์เรื่องนี้

 

                สิ่งที่สำคัญที่สุดของคุณคืออะไร สำหรับจามาลตอนเด็ก คือ รูปที่เขาต้องการจะไปของลายเซ็นต์ อะมิตาบ แต่สำหรับเราตอนนี้ หากบอกว่าเลยช่วงนิยมอะเมริกันไปแล้วก็ไม่ผิด หาก จามาลเป็นเด็กคนหนึ่งที่อยู่ในประเทศไทย ตอนนั้น เขาอาจจะชูซีดี ดงบังชินกิ อยู่ก็ได้

 

                ทำไมจึงให้หมาเดินพรมแดง? หลังจากที่จะได้รับ 8 ออสการ์ ( หนังอินเดียใครก้อดีอ่ะ ,เกมเศรษฐีหรอ? โหว แม่งเจ๋งว่ะ ออสการ์ปีนี้สิคุณภาพจริง , หนังเอเชียมาแรงนะเนี่ย)

 

 

 

 

 

 

 

 

*งานวิจารณ์ภาพยนต์ สำหรับส่งอาจารย์

edit @ 17 Sep 2009 05:14:46 by แดงน้อย เนินกระโทก ผู้มีภูเขามาบังอยู่หน้าบ้าน..

infinity

posted on 14 Sep 2009 17:36 by enjoy-dangnoi

 

 

 

เมื่ออาทิตย์นี้เราใช้เงินเกินโควตา

 

 

 

 

เราก้อจะไม่มีเงินเก็บ

 

 

 

 

 

เมื่อไม่มีเงินเก็บ

 

 

 

 

เราก้อจะไม่มีตังไปงานหนังสือ

 

 

 

 

เมื่อไปม่ตังซื้อหนังสือ

 

 

 

 

เราก็ไม่ได้อ่านหนังสือ

 

 

 

 

เมื่อไม่ได้อ่านหนังสือ

 

 

 

 

เราก็จะโง่

 

 

 

 

พอเราโง่

 

 

 

 

เราก็จะหาทำงานไม่ได้

 

 

 

 

เมื่อเราตกงาน เราก็จะไม่เงินใช้

 

 

 

 

เมื่อไม่มีเงินใช้ก็ต้องไม่มีเงินเก็บ

 

 

 

 

 

เมื่อไม่มีเงินเก็บ เราก็ไม่สามารถไปโตเกียวดิสนีย์แลนด์ได้

 

 

 

 

เมื่อไปดิสนีย์แลนด์ไม่ได้

 

 

 

 

ความฝันฉันก็จะพังทลาย

 

 

 

 

เมื่อความฝันพังลง

 

 

 

 

เราก้จะห่อเหี่ยว

 

 

 

 

เมื่อห่อเหี่ยวเราจะเริ่มรู้สึกว่าโลกเลวร้ายขึ้น

 

 

 

 

 

เมื่อโลกเลวร้ายคน เราจะรู้สึกว่าเราเล็กลง

 

 

 

 

แล้วเราก็จะเครียด

 

 

 

 

เมื่อเราเครียดเราก้จะหาทางออก

 

 

 

 

เมื่อเราหาทางออกไม่ได้

 

 

 

เราก็จะ.....

 

 

 

จะอะไรดี

 

 

 

 

 

 

 

*ดังนั้นถ้าเราอยากให้ตอนจบแฮ๊ปปี้เอนดิ้ง เรา ต้องเก็บเงิน และ ห้ามใช้เงินเกินโควตาเด็ดขาด

**โอ้ววว อาทิตย์ที่แล้วติดลบ  หวังว่าอาทิตย์นี้จะาอยู่ในแดนบวกบ้างน๊าา

***อย่าลืมเก็บตังกันนะ เด๋วงานหนังสือ แร้วววว

edit @ 10 Sep 2009 15:07:42 by แดงน้อย เนินกระโทก ผู้มีภูเขามาบังอยู่หน้าบ้าน..

 
  เบื้องหลังเวทีคือฉาก เบื้องหลังฉาก คือสังคม
 
 
 
 

ทุกคนที่ยืนอยู่บนโลกนี้ ล้วนแต่ปรารถนาในสิ่งเดียวกัน  นั่นคือ การไร้ซึ่งโรคภัยมาเบียดเบียน มนุษย์ต่างดิ้นรนหาหนทางให้ตนเองพ้นจากความทุกข์ที่กัดกินหัวใจ  ปัจจัยในการดำรงชีวิตกำลังจะเพิ่มขึ้น เงินเข้ามามีบทบาทในการดำรงชีวิตให้มีความสุขยิ่งขึ้น ยิ่งมีเงิน ยิ่งไร้ทุกข์  

                ตาชั่งของสังคมนั้น ไม่ค่อยยุติธรรมสักเท่าไหร่ คนที่รวยสามารถไขว่คว้าสิ่งที่สามารถต่อความสุขของเขาได้ ต่างจากคนจนซึ่งต้องประทังชีวิตแบบ เท่าที่มี  ความเท่าเทียมกัน คงมีแต่ในอุดมคติเท่านั้น   การป่วยไข้ของคนจนกลายเป็นปัญหา ที่รอการแก้ไข  ยิ่งในปัจจุบันโรคร้ายต่างเพิ่มมากขึ้นและรุกลามในคนทุกระดับชั้น  ยิ่งโรค เอดส์ ที่เป็นโรคที่ไม่สามารถรักษาให้หายขาดแล้ว คงเป็นปัญหาที่ค่อนข้างใหญ่สำหรับคนจน ยามป่วยไข้ทุกคนย่อมอยู่ในสถานะเดียวกันหมด นั่นคือต้องได้รับการเยียวยาอย่างเท่าเทียมกัน แต่ทำไม? ในโลกแห่งความเป็นจริง เราถึงมีสิทธิ์เข้าถึงยาและการรักษาได้ไม่เท่ากัน "คุณจะเข้าถึงยาได้ง่ายๆ เพียงแค่คุณมีเงิน แต่ถ้าไม่ (มีเงิน) คุณก็รอวันตายไปแล้วกัน"

                คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย หยิบเอา ชีวิตของผู้หญิงคนหนึ่ง "เภสัชกรยิปซี" ดร.กฤษณา ไกรสินธุ์ มานำเสนอ ผ่านละครเวทีเรื่อง "นางฟ้านิรนาม" ซึ่งแปลมาจาก Cocktail ของ Vince Licata และ Ping Chong  และเป็นละครลำดับที่ 2 ในโครงการจัดหาทุนสมทบมูลนิธิมหาจักรีสิรินธรเพื่อคณะอักษรศาสตร์ จุฬาฯ ในการก่อสร้างศูนย์ศิลปการละครสดใส พันธุมโกมล (โรงละครอักษร) อีกด้วย

                การต่อสู้กับความ ไม่ยุติธรรม เป็นสิ่งที่ถูก หยิบยกขึ้นมาเล่า  ความเห็นแก่ตัวของบุคคลที่มีอำนาจถูกตีแผ่ในด้านที่มืดมิดที่ทาสีขาวทับอยู่ ส่วนสีขาวที่แท้จริงนั้น กลับโดนสีดำกระเซ็นใส่อย่างไม่ลดละ  การต่อสู้ทางอารมณ์ระหว่างสีขาวและสีดำ ชัยชนะมักจะตกอยู่กับสีดำเสมอ  ละครตีแผ่ให้เราได้รับรู้ถึงความพยายามที่จะต่อสู้ของ ดร.กฤษณา ไกรสินธุ์ เพื่อความเท่าเทียมกันของคนในสังคม

                สัญญา  บางคนเป็นเพียงลมปาก แต่สำหรับ คนที่ไร้ซึ่งโอกาสในการเข้าถึงยา มันคือ ความหวังในการมีชีวิตอยู่รอด ละครเล่าให้เห็นถึง ความสำคัญของ คำสัญญา ซึ่งผูกพันอยู่กับ ชีวิต ของคนยากไร้  หลายเหตุการณ์กล่าวถึง สัญญานามปธรรม กับ สัญญาที่เป็นรูปธรรม นั่นคือ สิทธิบัตรยา  ดร.กฤษณา ไกรสินธุ์ เลือกที่จะละเมิดลิขสิทธิ์ยา เพื่อช่วยเหลือคน อีกทั้งยังตีแผ่ความจริงในวงการเภสัชกรรมว่ายังมีคนบางกลุ่มที่เห็นแก่ตัว โดยไม่คำนึงถึงคนที่ยากไร้ และคนที่เห็นแก่ได้เพียงฝ่ายเดียว แม้ว่าจะมีชีวิตเล็กๆอีกมากมายหลายชีวิต ต้องตายไปก็ตาม

                สัญญา ถูกหยิบขึ้นมา ใช้ในฉากที่ เจ้าของสิทธิ์บัตรมากล่าวตักเตือน ดร.กฤษณา ไกรสินธุ์ ทำให้เราได้รู้ว่า ความยุติธรรมอย่างแท้จริงนั้นมีอยู่ในโลกอุดมคติเท่านั้น ละครชีวิตจริงมีแต่การแก่งแย่ง เอารัดเอาเปรียบ เหยียบคนชั้นล่าง เพื่อที่จะไปไขว่คว้าสิ่งที่เรียกว่าความสุข 

                สังคมไทย ยังขาดการให้ความสำคัญกับความเท่าเทียมกัน   ในการเข้าถึงยาของคนแต่ละชนชั้น เรายังมีการเลือกปฏิบัติ และเห็นเงิน เป็นรางวัลอยู่ สังคมยังขาดคนที่เสียสละทำเพื่อส่วนรวมอย่างแท้จริง ตัวละครทำให้ได้เห็นว่า  เราไม่สามารถเปลี่ยนความคิดคนอื่นได้ แต่เราทำให้เขาเห็นได้  หากมีคนหนึ่งเลือกที่จะเดินอย่างผู้นำ ไม่ช้าคงต้องมีผู้ตามแน่นอน ไม่ช้าก็เร็ว

                นอกจากละครเรื่องนี้จะนำเสนอ ความคิดของผู้หญิงคนหนึ่ง ที่อยากจะสร้างคานแห่งความเท่าเทียมกันในสังคม การเล่าเรื่อง ดำเนินโดนผ่านฉากสีขาวที่ตัดสลับไปมา เป็นลูกเล่นที่แปลกตาหากจะเปรียบกับละครเรื่องอื่น คงคลับคล้ายคับคลากับการนั่งดูหนังระดับฮอลลีวูดสักเรื่อง ที่มีภาพตัดสลับไปมา จุดนี้เอง ถือเป็นความแปลกใหม่ แต่ก็กลายเป็นจุดที่ค่อนข้างจะสร้างความไม่ต่อเนื่องของเหตุการณ์อยู่เช่นกัน ทำให้การรับชมค่อนข้างเสียอรรทรสในการตักสลับฉากฉากบ่อยๆ ตลอดจนความต่อเนื่องในการเปลี่ยนฉากและการดึงดูดความสนใจจากการเปลี่ยนฉากไปยังตัวละคร บ่อยครั้งที่เรากลับให้ความสนใจกับฉากมากกว่า ตัวละคร

                ความสมจริงของบทบาทและตัวละครนั้น เป็นสิ่งที่สามารถดึงดูดความสนใจได้ไม่อยาก ละครเรื่องนี้ ค่อนข้างประสบความสำเร็จในการคัดเลือกตัวละครเด่นๆ อย่าง ดร.กฤษณา ไกรสินธุ์ เพราะเธอ จะต้องเป็นคนดำเนินเรื่องราวทั้งหมด เป็นตะละครที่ต้องแสดงถึงรสชาติชีวิตในบทบาทต่างๆ และก็ทำได้อย่างน่าชื่นชม สิ่งหนึ่งที่ถือว่าเป็นจุดบอดของตัวละครนอกเหนือจากตัวเอกแล้ว คงต้องพูดถึงเรื่องขอบท และการนำเสนอด้วย เนื่องด้วยละครเรื่องนี้เป็นละครที่คล้ายกับว่าเป็นสารคดีชีวประวัติ แต่ด้วยรูปแบบแล้วยังต้องคงความเป็นละครเวทีอยู่ สิ่งหนึ่งที่ถูกหยิบยกมาใส่คงเป็นมุกตลก(ร้าย) ที่บางทีผู้ชมอาจจะรู้สึกเหมือนกันว่า ค่อนข้างเยอะไปและ มาไม่ตรงจังหวะ

                มุกตลก(ร้าย)ที่ถูกนำเข้ามานั้น ส่วนมากเป็นการเย้ยหยัน ของคน ต่างแนวคิดกันในสังคม ซึ่งหากจะมองอีกด้าน ตัวละครเหล่านี้ก็คงเหมือนกระจกที่สะท้อนสังคมอยู่ ว่าตอนนี้ สังคมเรากำลังไปในทิศทางไหน  และเราควรจะช่วยกันแก้ไขเพิ่มเติมอย่างไร สังคมคมไทยกำลังต้องการคนที่กล้าตัดสินใจอย่าง ดร.กฤษณา ไกรสินธุ์ อยู่

                ทั้งชีวิตของ  "นางฟ้า" ผู้อุทิศตนเพื่อผลิตยาให้ผู้ติดเชื้อฯ และผู้ป่วยเอดส์นับล้าน   ความโลภของบริษัทยาหน้าเลือดที่หากินกับชีวิตผู้คน  ข้าราชการฉ้อฉล  นักการเมืองปลิ้นปล้อน และการต่อสู้ของกลุ่มคนที่พยายามสานฝันให้คนเข้าถึงยาถ้วนหน้า  ต่างมีอยู่จริงในสังคม  แต่เราทำเป็นมองไม่เห็นพวกเขา  หากลองเปิดตามอง เราจะเห็นว่า ชุดสีขาวของเรา มันก็มีหมึกสีดำกระเด็นมาเปื้อนตั้งแยะ

                กลองถ้าไม่ตีมันก็ไม่ดัง แต่ถ้ามีคนตีแล้วตีไม่เป็นมันก็ไม่ใช่เสียงกลอง คงจะต้องรอคนที่ตีเป็น และคนที่กล้าตีมาเล่น

 
 


*วิจารณ์ละครเวทีส่งอาจารย์
 

ยอดแหลมทัวร์ (1)

posted on 07 Sep 2009 07:48 by enjoy-dangnoi

*เอนทรี่ นี้ โหลด โหด หน่อย นะฮ้า...

 

 

ชั่วโมง ที่แล้ว ฉันกำลังตื่นมารดน้ำต้นไม้ แบบตายังไม่ลืมดี

ใครขับ(ขี่) รถผ่านหน้าบ้าน

 

คงจะคิดว่าเห็นเด็กละเมอมารดน้ำต้นไม้

 

 

23 ชั่วโมงที่แล้ว ฉันเริ่มต้นออกเดินทาง

ไปยัง ที่ๆคุ้นเคย

ไปเริ่มต้นด้วย เจดีย์ที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย 

 

เราลงรถตรงทิศที่ประดิษฐาน พระศิลาขาว

เนื่องด้วยหม่อมแม่ ฝากมาขอน้ำมนต์

(พูดถึงน้ำมนต์นี้ดูเหมือนเป็นคนโรคจิต ไปวัดไหนก็เอาน้ำมนต์ ตอนนี้ที่บ้านมีขวดน้ำมนต์หลากรูปแบบมาก

คาดว่าไม่นานจะเปิดเป็นแกลอรี่ได้ ฮ่า..)

 

 

 

วันนี้คนไม่แยะมาก เพราะว่า เรามาถึงกันตั้งแต่เช้า

 

 

 

"ไม่รู้ว่าคน ขอพรจากพระ เพื่อขอสิ่งที่อยากได้ หรือ อยากบอกความฝันของตัวเอง"

 

"แต่ฉันบอกความฝันตัวเองมากกว่า"

 

 

 
 ซ่อมสร้าง
 
 
 
 
 
 
155 ซม.
 
 
 

 
 
 ท้องฟ้า ตอนเช้าๆ นี่สวยดีเนอะ
 
 
พระศิลาขาว
 
 
เงิน-ทอง
 
 
 
เอียง ระวังหล่นนะ
 
 
 
ออริจินัน เวอชั่น
 
 
 ของฝากจากสำเภา
 
 
 
 
ปางเกศา (ปางอิคิวซัง)
 
 
 
 
 
เงียบ
 
 
ตียังไง?
 
 
 วาดรูปการ์ตูนดีกว่า
 
 

 
 
 บนบาน(หมายถึงมาก)
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
เห็นมะ แถวบ้าน เรียกเมล์เครื่องจริงๆ (มอไซด์รับจ้าง)
 
 
เดินตลาด
 
 
 เขียวเสวย สักโล
 
 
หัวไชโป้ศักหน่อย
 
 
ต้มกระทิ หรือ ผัดไฟแดงดี
 
 
พุทรา
 
 
 
 นครปฐมก็มี วังเด็ก นะจะบอกให้
 
 
ตอนเด็กๆ ชอบมาซื้อสติกเกอร์ร้านนี้ประจำ
 
 
สมุนไพรข้างทาง
 
 
 แวะกินไข่เต่าก่อน เอะ หรือว่าเรียกว่า "ไข่ช้าง" เพราะมันมี "งา" ด้วยอ่ะ
 
 
 
 
 เห็นลำไย น้ำลายยายไหย
 
 
 
 
 เดินออกจากความวุ่นวายหนึ่ง ไปสู่ความวุ่นวายหนึ่ง
 
 
เห็นร้านแม่ลูกจันทร์ไหม อร่อยมากกกกกก
 
 
 หมาถังแก๊ส
 
 
 
 
 "ขณะนี้ ขวบรถที่ 261  กรุงเทพ- หัวหิน เทียบชานชาลา ผู้ที่ยังไม่มีตั๋วโดยสาร โปรดรับตั๋ว ก่อนขึ้น ขบวนรถ"
 
 
เตรียมตัว
 
 
มี เจ้าถังแก๊สให้กำลังใจ
 
 
 ยายยังไม่มีตั๋ว
 
 
 เป๊ง..ง
 
    

 รถ รถไฟมา ตา ตามารถไฟ
 
 
 เล็ง
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
"เธอไปแล้วก็เหงา"
 
 
 
 
 
 "กินแล้วดี บำรุงหัวใจ"
 
 
ถ้าขึ้น คนแก่ ไม่สงสารเค้าหรอ
ถ้าไม่ขึ้น เอ้า แกไม่ขึ้นแล้วเค้าจะได้เงินได้ยังไง
 
 
 
 ห๊อมม..หอม
 
 
 ตอนเด็กมาประจำร้านนี้ แม่ชอบมาซื้อเมล็ดผัก
 
 
 
ก้อติด ทวิตเตอร์
 
 
ไม่ต้องไปถึง ห้างเอทีเอ็ม (เออ มันไฟไหม้ไปแล้วนี่ )
 
 ตลาด สดๆ แห้งๆ  หมักๆ ดองๆ
 
 
 
 
 อวบอั๋น
 
 
 10 โล เจ้
 
 
 
 
 ไก่ย่าง หน้าองค์ พระ ไม่มีใครตั้งใจมาซื้อ แต่พอเห็นแล้วเหือนถูกสะกดจิต
 
 
 
แวะเติมพลังงานก่อน
 
ร้านนี้เค้ามีตำนานนะ  บรรพบุรุษ (คุณทองดี) มีลูก 12 คน แล้วก้อเลี้ยงชีพด้วย แกง ที่แสนอร่อย จนลูกทั้ง
12 คนเรียนจบ มีงานทำ แล้วก้อสานต่อ กิจการมาเรื่อยๆ อร่อยมาก..
 
 
เอิ้ก สมเป็นกุลสตรี ม๊ากมากกก..
 
 
 ไปสนามจันทร์ดีกว่า หลังจาก ยืนเถียงกับเพื่อนเรื่องยานพาหนะ มานาน เราตัดสินใจ ไปรถตุ๊กๆ
แว๊นนน เลย เพ่!
 
 
 ถึงแล้นน พระราชวังสนามจันทร์
 
 
ด้านหลังเรือนหญ้าเหล 
มีสาวงามนั่งวาดรูปอยู่ด้วยอ่ะ
 
ซึ่งมุมที่เค้าวด มันมิใช่มุมขายของที่นั่นซะด้วย อยากไปดูเหมือนกัน ว่าเจ้เขาวาดอะไร
 
 
 มุมนี้ มุมขาย
 
 
 
 
 
เข้าคิวด้วย
 
 
 
ว่ายไป
 
 
อย่าจิกชั้นนะ
 
 
ว่ายมา
 

 

อย่า พึ่ง  อย่า ผึ้ง 

 


 ถ้าเหนื่อยก็หยุดก่อน

ถ้าคุณทำต่อคุณก็ยิ่งเหนื่อย

พักสักแป๊บ

เราคงต้องเก็บแรงไว้เหนื่อยอีกทั้งชีวิต

แต่เราก็ีมีเวลาให้พักอีกทั้งชีวิตเหมือนกันนั่นแหละ

 

 

หากใครอยากไปเที่ยว นครปฐม   

สามารถขึ้นรถได้ที่ 997 สายใต้ใหม่ (สายปิ่นเกล้า) ถึงตัวเมืองเลย

                           83  บางแค  ถึงตัวเมืองเลย

                           รถตุ้รังสิต ถึงมสิลปากร  ออกเมื่อ คนเต็ม แต่ไม่เกิน 40 นาที

                           รถตู้ท่านา  เซ็นทรัลปิ่นเกล่า (ต่อรถเข้าเมือง 20นาที)

                           หรือถ้ามารถส่วนตัวก็จะสะดวกนะคะ

 

 ไปสนามจันทร์    สามารถนั่งสามล้อถีบไปได้ หรือไม่ก้อตุ๊กๆ  จริงๆก้อเดินไปได้แหละ แต่เมื่อยนิดหน่อย

สำหรับวิธีนี้ ขากลับ ต้องเดินออกอย่างเดียว เพราะว่า ตรงหน้าสนามจันทร์ ไม่มีรถตุ๊กๆ อาจ  จะ มี ถ้าฟลุ๊ก

                             แต่ถ้ามารถส่วนตัวก็สบายค่ะ

 

สถานีรถไฟ          เดินเท้าค่ะ  ถ้าเราอยู่ตรงหน้าพระร่วง เราก้อเดินตรงมาเลยค่ะ สถานีรถไฟฟอยู่ตรงกัน 

 

ร้านทองดี              อยู่บริเวณ ตลาดล่าง แถวๆ ซอย 6 

 

หากจะไปจริงๆ แนะนำให้ ไปด้วย  เส้นเพชรเกษม แวะ ไหว้ พระวัดไร่ขิง-ไปตลาดน้ำดอนหวาย-ไปองค์พระปฐมเจดีย์ และขากลับ กลับด้วย เส้น บรมราชชนนี แวะดูพิพิทภัณฑ์  หุ่นขี้ผึ้งไทยก่อน  

 

   หรือถ้ามีเวลา  แวะกินโต้รุ่ง  ที่องค์พระก่อนนะ ^^     อร่อยมากกกกกกกก...(ก๋วยเตี๋ยวน้องตู่ ไว้วันหลังจะพาไปกิน)    

 

 

 

 

ภาค ต่อไปนั้น ไม่รู้เมื่อไหร่  แต่มีแน่ๆ ช่วงนี้อยากไป ตลาดน้ำลำพญา

 

 

 

 

 

 

 

edit @ 7 Sep 2009 09:57:54 by แดงน้อย เนินกระโทก ผู้มีภูเขามาบังอยู่หน้าบ้าน..

edit @ 7 Sep 2009 13:25:37 by แดงน้อย เนินกระโทก ผู้มีภูเขามาบังอยู่หน้าบ้าน..

 

พอดีช่วงนี้ฝนมันตก

มันก็เลยทำให้จิตตกไปด้วย

เมื่อจิตตกแล้วเราก็คงอยากจะหาใครสักคนแหละ ที่เราจะระบายความในใจได้

ก็คงจะเป็นใครไปไม่ได้ นอกจาก "เพื่อนสนิท"

 เพื่อนสนิทของฉันนั้นมีไม่มากหรอก ฉันเป็นคนอึนๆ

มู่ทู่ๆ

 

คนหนึ่งที่ฉันไม่เคยลืม คงเป็นเพื่อนสมัย ม.ปลาย คนหนึ่ง

 

จุดเริ่มต้น ของเราทั้ง 2 คน  มันอยู่ที่ ความเป็น เด็กเส้น ของฉันเนี่ยแหละ

 นึกสนุก  ลองไป ค้นในกูเกิล ดู  แต่ที่เจอ มันกลับไม่สนุกเลย

 

เด็กเส้น หมายถึง

ต้องไปเปิดหมวด8 ลักษณะ 1 ว่าด้วยระบบอุปถัมภ์ ส่วนที่ 1 วิเคราะห์ศัพท์
วรรคแรก - เด็กเส้น คือเด็กที่มีผู้อยู่ในวงการนั้นๆ ให้ความสะดวกช่วยเหลือในการทำกิจการใดๆ ให้ทำได้ง่ายขึ้น เร็วขึ้น สะดวกขึ้น โอกาสสัมฤทธิ์ผลมากขึ้น ไม่ว่าเด็กเส้นนั้นจะรู้หรือไม่รู้ก็ตาม
วรรคสอง - เด็กเส้นเป็นที่น่ารังเกียจในประเทศประชาธิปไตยที่เจริญแล้ว แต่ในประเทศที่ยังไม่ค่อยเจริญและมีพื้นฐานมาจากระบบเจ้าขุนมูลนายหรือระบบ อุปถัมภ์นั้นก็ยังคงรับได้ในสังคม 

 

 เด็กเส้นเป็นเด็กที่มีลักษณะสมองเป็นเส้นๆ ไม่ใช่เป็นก้อนๆ เหมือนคนปกติ
ดังนั้น เด็กเส้นพวกนี้จะไม่มีความสามารถ ไม่สามารถทำอะไรด้วยตนเองได้ ต้องมีคนช่วยเสมอ
และการช่วยเหลือนั้นส่วนมากจะทำให้เกิดการเอาเปรียบคนที่มีสมองปกติเป็นอัน มาก นอกจากนั้นเด็กเส้นยังสามารถพบได้กับทุกเพศทุกวัย หนุ่ม สาว แก่ กระโหลกกะลา
มีข้อน่าสังเกตอีกข้อหนึ่งคือ จะมีเด็กเส้นบางคนที่มีลิ้นพิเศษที่สามารถเลียแข้งเลียขาหรือเลียอะไรก้ได้ ที่จะทำให้เกิดประโยชน์แก่ตน และมักจะภูมิใจด้วยว่า "กูนี่แน่กว่าพรรคพวก"
เด็กเส้นสามารถพบได้ทุกๆที่ ที่มีความสกปรกโสมมเด็กเส้นจะสามารถดำรงอยู่ได้อย่างสบาย เพราะมีเปลือกหน้าที่หนาทนต่อสภาวะแวดล้อมที่เลวร้ายได้

มีข้อน่ากังวลจากการค้นคว้าและศึกษาคือ เด็กเส้นเมื่อได้เข้ามาอยู่ในพื้นที่ ที่มีความสะอาด ก็มักจะทำให้พื้นที่สะอาดๆ นั้น กลายเป็นพื้นที่สกปรกและน่ารังเกียจได้ในเวลารวดเร็ว เรียกได้ว่าเป้นเชื้อชั่วอีกชนิดหนึ่ง ซึ่งขณะนี้พบว่าได้แพร่ระบาดไปทุกวงการแล้ว
จากการที่แพร่ระบาดนั้นทำใหเสงคมทั้งสังคมจะพยายามเป้นเด็กเส้นกันทั้งนั้น เพราะสร้างผลประโยชน์ได้รวดเร็วกว่าการที่ทำงานตามปกติ
แต่การป้องกันเชื้อชั่วนี้สามารถทำโดย ยึดหมั่นในความถูกต้อง ต้องมีอุดมการณ์ ยึดหมั่นในศีลธรรม ความเชื่อในกฎแห่งกรรมและผลของการทำความดีที่ไม่เอาเปรียบใคร
เมื่อทำได้ดังนั้น ใจคุณก็จะสงบ ไม่อิจฉาริษยา อย่างได้อยากมีในสิ่งที่ไม่ถูกต้อง(เพราะนั้นคือบ่อเกิดแห่งความชั่วร้ายของเด็กเส้น)
หากคุณทำได้ คุณจะมีความภูมิใจในสิ่งที่เกิดจากฝีมือคุณเอง โดยที่ไม่ต้องไม่เลียแข้งเลียขา หรือต้องเลียตีนใครให้ได้มา

 

โอ้โห  นี่แค่เป็นเด็กเส้น มันเลวขนาดนี้เลยหรอ?

 

จริงฉันเชื่อว่าชั้นไม่ได้โง่นะ

ตอนป.1 ชั้นเคยสอบได้ที่ 1

ป.2 ได้ที่ 2

ป.3 ก้อได้ที่ 1

ป.4 อาจารย์เขาคงเกียจขี้หน้าฉันแหละ เลยได้ที่ 5 (เราไม่ตั้งใจด้วยแหละ ช่วงนี้เล่นวงดุริยางค์) และอาจารย์เขียนมาในสมุดพกว่า การเรียนตกต่ำลงมาก  นี่ชั้นไม่ได้สอบตกนะ แค่ที่ 5 ไม่เห็นต้องเขียนลงสมุดพกไปให้ พ่อแม่ ว่าฉันอีกรอบเลย (อย่าไปบอกใคร ครูชื่อ ครูบุปผา )

ป.5 ป.6  ชั้นก็สอบได้ที่ 1

เห็นมะชั้นไม่ได้โง่นี่

บางคนเรียน ป. ละตั้งหลายปี

พอขึ้นมัธยม ชั้นก็ไม่ได้โง่ลง

ก้อยังเป็นที่ 1 อยู่  ชั้นจบ ม.3 มาด้วยเกรด 3.85

 

แล้วปิดเทอมใหญ่ ม.3 ก็ผ่านไปอย่างรวดเร็ว พร้อมๆกับมิตรภาพที่ดีที่สุดสำหรับชั้น

ฉันมีเกรดดี จึงได้โควตา

แต่ ไป อาชีวะ..

จริงๆก็ไป  โรงเรียน มัธยมดังๆแถวบ้านได้แหละ แต่ฉะน ไม่อยากไป ไม่รู้ทำไม

ฉันไม่ได้กระตือรือร้นอะไร

ตอนที่กรอกโควตา ฉันกรอก   "วิจิตรศิลป์"

 

เช้าวันต่อมา ครูประจำชั้น เรียกไปพบ

แล้วย้ายชื่อฉันไปอยู่ใน "เลขานุการ"

 

 ฉันไม่ได้แสดงอาการไม่พอใจออกมา เพราะเห็นว่า อาจารย์ คงเลือกทางที่ดีที่สุด (สำหรับเขา)ให้กับศิษย์

ฉันไม่ได้กระตือรือร้นอะไร

 

พ่อแม่อยากให้ฉันเรียนโรงเรียนประจำจังหวัด

ฉันไปสมัครไว้ ตามใจพ่อแม่ แต่ก็ไม่ได้สนใจมากนัก

 

เหมือนเด็กที่ยังไม่รู้ตัวว่าควรจะทำอะไรตอนนั้น

 พอถึงวันสอบเข้า

 

คืนก่อนวันนั้น ฉันตั้งใจ...

 

ไปเดินเที่ยวงานประจำปีหลวงพ่อวัดไร่ขิง

 

กลับมาถึงบ้านก็เกือบๆ ตี 2 

 

ไม่ได้อ่านหนังสือสักตัว

 

แต่ก่อนหน้านั้นก็มีอ่านบ้างแหละ

 

เช้าวันนั้นฉันไปสอบแบบลอยๆ

 

ฉันทำเท่าที่ทำได้

 

ไม่มีการคาดหวังอะไรจากการสอบครั้งนี้

 

....

 

 

 

จนถึงวันประกาศผล

 

ฉันไม่ได้ตั้งใจว่าจะต้องติด

 

ฉันไปดูบอร์ด  ไม่มีชื่อฉัน

 

ฉันไม่ได้เสียใจ

 

ไม่ได้ดีใจ

 

ฉันกลับไปบอกแม่ว่าไม่ติด

 

และเตรียมไปซื้อเสื้อผ้าที่อาชีวะ

 

 

 

ปิดเทอมนั้น ชั้ไม่ได้รีบร้อนเรื่องโรงเรียนใหม่แต่อย่างใด

 

ไปทำงานพิเศษด้วยซ้ำ..

 

ที่โรงงานขณะที่ทำงาน มีโทรศัพท์ โทรมา บอกใหห้ไปมอบตัวที่ โรงเรียนประจำจังหวัด

ฉันบอกเขาไปว่า คงโทรผิดแล้ว ฉัน ไม่ได้สอบติด

 

"พ่อ ของหนู เขามาฝากค่ะ"

 

ฉันไม่ได้ดีใจ หรือเสียใจ

 

3 ปี ผ่านไป ชีวิต ม.ปลาย วิทย์ คณิต ไม่สนุกนักสำหรับฉัน ฉันไม่ชอบไฟฟ้า ไม่ชอบ ฟิสิกส์เลย

 

"นี่ๆ วันสอบ แก สอบตึกไหนวะ "  เพื่อนถามฉัน ว่า วันที่สอบเข้าฉันสอบตรงไหน ฉันก็บอกเขาไปว่าที่ไหน

แต่ฉันไม่กล้าบอกเขาหรอกว่า ฉันเป็นเด็กเส้น

 

ฉันเก็บความลับนั้นมา 3 ปี

 

จนถึงวันผลแอดมิชชั่นออก

ฉันเลือก มนุษ(เกษตร)  สื่อสาร(มช.) นิเทศ(จุฬา) และ นิเทศ (บูรพา)

ฉันอยากติดเกษตรมาก

 

 

ผลออกมาว่าฉันติด มช.  มหาลัยที่โคตรดัง

 

มีแต่คนอยากไป 

 

ฉันก็อยากไป

 

พ่อบอกฉันว่า 

 

"มีที่อื่นไหม"

 

 

ฉันไม่ได้ไป มช สื่อสารมวลชน...

 

ฉันไม่ได้ร้องไห้  ที่ตัวเองไม่ได้ไป

 

ไม่ได้เสียใจ ที่พ่อบังคับ

 

 

แต่ฉันร้องไห้เพราะเพื่อนคนนั้น

 

วันเดียวกันที่ผลแอดมิชชั่นออก

 

เพื่อนสนิทของฉัน  ให้ฉันเช็คให้

 

ว่าผลที่ประกาศสำหรับเขาเป็นอย่างไร

 

"ฉันร้องไห้"

 

ไม่ใช่เพื่อตัวเอง

 

แต่เพื่อเพื่อนสนิทของฉัน

 

เพื่อนคนที่เดินทางมาจากอยุธยา เพื่อมาเรียน โรงเรียนนี้

เธอตั้งใจสอบเข้าด้วยความสามารถของเธอ

เธอตั้งใจอ่านหนังสือ และตั้งใจเรียนเสมอ

เธอต้องจากครอบครัว มาอยู่หอ

เพื่อที่จะได้เป็น  "เภสัช "

 

ไม่มีคำพูดมากนัก ในการสนทนาระหว่างเราครั้งนั้น

 

ฉันคิดว่าเธอคงรู้

 

ฉันไม่รู้จะปลอบเธออย่างไร

 

มันเป็นเหมือน ก้อนหิน ก้อน เท่าบ้าน ตกลงบนหัวเค้า

 

ความพยายามของเขา....

 

 

มันทำให้ฉันเริ่มรู้สึกผิด

 

ที่ฉันเป็นเด็กเส้น

 

 

วันนั้น เราไม่ได้พูดคุยอะไรกันมากนัก

 

มีเพียงน้ำใสๆ

 

จากดวงตา 2 คุ่ ไหลรินอยู่ตลอด

 

แทบไม่มีคำปลอบใจใดๆ

 

ก่อนจะลาจากกันวันนั้น

 

ฉัน ตัดสินใจที่จะพูดกับเธอคนนั้นว่า

 

"มึง ตอน ม .4 กุไม่ได้สอบเข้ามาว่ะ กุเป็นเด็กเส้น"

 

เพื่อที่จะบอกให้เค้ารู้ว่า เธอน่ะ ยังมีเกียรติยศ และ ศักิศรี มากกว่าเราขนาดไหน

 

และฉันก็ไม่รู้ว่า เขาจะรู้สึกแย่ลง หรือดีขึ้น

 

 

 

เพื่อนของฉันตอบว่า

 

 

"ไม่เห็นเป็นไรเลยมึง  เด็กเส้นแล้วมันไม่ดีตรงไหน ยังไงกูก้อรักเมิง"

 

 

 

นี่ไม่ใช่เวลาที่จะให้คนที่กำลังเสียใจที่สุด มาให้กำลังใจคนที่สอบติด

เธอไม่จำเป็นต้องพูด คำดีแบบนั้นก็ได้

แต่เพื่อนคนนั้นของฉันเลือกที่จะพูด

พูดออกมาด้วยความรัก

 

 

 

 

 

และวันนี้ฉันก็คิดถึงเธอคนนั้น

เพื่อนที่ดีที่สุด

 

 

 

 

ในวันที่ฝนตก

วันที่เด็กเส้นคนหนึ่งกำลังจิตตก ...

edit @ 4 Sep 2009 01:51:02 by แดงน้อย เนินกระโทก ผู้มีภูเขามาบังอยู่หน้าบ้าน..

Favourites