ที่ยวมาเลครั้งแรก ปีนัง+KL


ที่บอกว่าครั้งแรก คือมาเที่ยวครั้งแรกจริงๆ

ที่เหลืออ่ะ มาดูคอน ซึ่งส่วนใหญ่ cancel นะ พูดแล้วน้ำตาจะไหล แล้วถึงไปเที่ยว ครั้งนี้คือตั้งใจมาเที่ยวจริงๆ จังๆ


คนชอบถามมากว่า ไปกับใคร ไปคนเดียวหรอ สนุกหรอ

เอาจริง ถ้าถามว่าสนุกไหม มันก็สนุกนะ แต่ถ้าเลือกได้จริงๆ มากับเพื่อนสนิทคงจะเฮฮาบ้าบอคอแตกมากกว่านี้

มาคนเดียวก็ได้แต่คุยกับเพื่อนในจินตนาการไป


ประโยชน์ของการมาคนเดียวสำหรับเราคือ เราแพลนไว้หลวมๆ เปลี่ยนใจเมื่อไหร่ก็ได้ เหนื่อยก็พัก หิวก็กิน อยากทำอะไรก็ทำ ที่สำคัญคือไม่ต้องรอใคร


เอาจริง ก็ไม่มีใครมาด้วยล่ะว้ะ ทำเป็นแถ


จริงๆ ทริปนี้จะล่มแล้วล่ะ เพราะโคตรจน ตอนนี้ยิ่งจนสาด

แพลนเอาไว้เล่นๆ ว่าไปมาเลแน่แหละ แต่ยังชั่งใจระหว่าง กลับไปมะละกาอีกรอบดีไหม หรือจะไปปีนังดี


ซึ่งปีนังเนี่ยก็คุยกับเพื่อนเล่นๆ ว่าจะไปรถไฟบัตเตอร์เวิร์ธกัน แต่ก็ล่มไป

บังเอิญว่าไปเจอ street art รูป แมว เข้า ก็เลยตัดสินใจได้ว่า โอเค ปีนัง



1. ต้องวางแผนไหม


จองตั๋วมานานมาก แต่ก็ยังไม่ได้วางแผนอะไรเลยสักกะนิด มาแพลนเอาก็แบบจวนตัวสุดๆ พรุ่งนี้บินงี้

โดยสันดานแล้ว เราเป็นคนที่ ไม่เชิงไปตายเอาดาบหน้าแต่เรียกว่าแถและกัน

เหมือนเวลาอ่านหนังสือสอบ ก็อ่านผ่านๆ ว้อย เดี๋ยวไปเจอข้อสอบก็แถได้เองแหละ


หาแมพที่จะเอาไว้ช่วยชีวิตมาอันนึง เอาไว้ดูว่าจะไปไหนดี ซึ่งไม่ค่อยจะมีประโยชน์สำหรับทริปนี้ 5555

จริงๆ คงจะมีประโยชน์แหละ แต่เกิดอาการติสขึ้นมา ขี้เกียจเดินตามแมพซะงั้น


4 วัน 3 คืน


แผนสั้นๆ คือ ไป KL แล้วต่อรถบัสไปปีนัง ไปถึงปุ๊บ นอนปีนังหนึ่งคืน เที่ยวหนึ่งวัน คืนนั้น บัสกลับมา KL นอนบนบัส เที่ยว KL หนึ่งวัน นอน เช้ากลับ


นี่แหละแผน


 
 

2. เลือกเส้นทางที่จะไปปีนัง


ปีนังนี่ชาวบ้านเขา(คนไทย)ส่วนใหญ่ไปกันโดยเครื่องบิน บินไปลงสนามบินปีนังโดยตรงเลย ไม่ก็ขึ้นรถบัส รถตู้ไปจากหาดใหญ่


แต่ ตั๋วตรงไปปีนังตั้ง 2700 แหน่ะ

แล้วตั๋วไปเคแอลเท่าไหร่ 2500 เห้ย ต่างกันแค่สองร้อยเองนะ


ประเด็นอยู่ที่ air asia  มีไปปีนังวันละไฟล์ท เวลา 18.00

โอ้ว เย็นชิบหาย ไม่เอาอะ ไม่หนุก เดี่ยวชีวิตจะลำบากเพราะมืด นู่นนั่นนี่ (คิดไปเองทั้งนั้น เดี๋ยวจะกลับมาเล่าความพลาดตรงนี้แล้วกัน)


ตกลงใจไป KL รอบเช้าสุด ด้วยราคาเกือบ 2500 เอาวะ

 
 


3. ไปสถานีขนส่งเพื่อต่อรถไปปีนัง


หลังจากลงเครื่องปุ๊บ เออ คราวนี้อ่ะ ไปลงที่ KLIA2 ครั้งแรกด้วย ตื่นเต้นมาก ใหม่มากๆ ใหญ่มาก ยาวมากๆ ทุกอย่างดูดีสุดๆ แต่ก็เดินไกลสุดๆๆๆ ที่สำคัญ ส้วมดีมาก แวะไปเจิมหนึ่งที


ออกจาก ตม. ปุ๊บก็วิ่งจุ๊ดไปขึ้น Klia Express  เลย จริงๆ ก็ขึ้น Klia Transit ได้แหละ แต่ว่าไป Express ดีกว่า ไวดี ไปลง KL Sentral เลย รวดเดียว ปรู๊ดๆ  แล้วค่อยต่อ LRT ไป Masjid Jamek แล้วต่อไป สถานีที่ใกล้ ขนส่งที่สุด ก็คือ Plaza Rakyat


ขนส่งสายตะวันออก ชื่อว่า Puduraya Bus Terminal

เราก็มโนไว้เยอะอ่ะ จากคราวที่แล้วไปมะละกา มาขึ้นที่ Terminal Bersepadu Selatan ที่อยู่ตรงสถานี Bandar Tasik มันดีกว่ามาก ไฮโซกว่ามาก และตรงเวลากว่ามาก


ลงจาก Plaza Rakyat ก็เดินไปตามป้าย Puduraya ซึ่งก็ไม่รู้ว่าใช่ขนส่งหรือเปล่านะ แต่ชื่อมันใช่ก็เดินๆ ไป ทางไปก็ดูเก่าๆ น่ากลัวๆ แคบๆ มีหนุ่มมาเล หน้าตาดุคอยถามอยู่เป็นระยะว่าไปไหน มีตั๋วยัง ก็เลย โอเค ทางนี้แหละใช่


โดนบังถามอยู่สิบคนได้ เราก็ โนๆๆๆๆ แท้งกิ้ว โนๆๆๆๆ มาเรื่อยๆ กะว่า กุต้องใจแข็งที่สุดอ่ะ


Puduraya Bus Terminal นั้น ก็เหมือนกับขนส่งเอกมัย ทั้งขนาดและความคร่ำครึ


บังที่คอยถามเราน่าจะเป็นคนที่คอยหาคน ให้บริษัทรถบัสนั่นแหละ แต่มึงน่ากลัวเกิ๊นนน มาตื๊อกันแบบว่า เออ หรือว่ากูสวยวะ


เราก็ โนๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ ต่อเนื่อง

จนพี่บังคนนึงได้กล่าวว่า “I’m a good man” เราแทบข่อก โอเคค่ะ ไอโนว แต่กูอยากซื้อด้วยตัวเองเว้ย

ผ่านพี่บังมาได้ร่วมสิบคน

ขึ้นไปชั้นสองของ puduraya  เพื่อซื้อตั๋ว เจอเจ้ชะนีคนนึง เดินมาถามว่าไปไหน

ไอ้ความแข็งแกร่งในจิตใจที่ผ่านผู้ชายมาเลมาเป็นสิบ มาตายที่เจ้นี่เอง

พอหลุดปากว่าปีนัง เท่านั้นแหละ เจ้แม่งแทบจะอุ้มไปซื้อทีเดียว

เราก็เอาวะ ผู้หญิงด้วยกัน


ซื้อตั๋วรอบ  12.30 มา เหลือบตาไปดูปลายทาง

Penang Sentral

!!!!!!!
ที่ไหนวะนั่น เพราะจากข้อมูลที่หาเอาไว้ Bus terminal อันที่อยู่บนเกาะปีนังมันชื่อ Sungai Nibong bus terminal


แล้วเข้าใจไปอีกว่า ปีนัง แม่งมีฝั่งที่อยู่บนแผ่นดินด้วยนะ ซ๊าดดดดด อย่าบอกนะว่า ต้องลงฝั่งแผ่นดิน แล้วข้ามเฟอรี่ไป โอ้สสสสสสสสส ชีวิตไม่เคยง่าย


รถบัสก็เลทมาก คนละเรื่องกับที่ TBS ตอนมะละกาเลย รอบนั้นแทบจะนับเป็นวินาที ถึงเวลาปุ๊บออกจ้า

นี่บ่ายโมงยังไม่ออกเลย แล้วพอออกนะ แม่งก็แวะรับทุกที่เลย ไปรับตรงที่อยู่ใกล้ๆ Petaling street ด้วย วนหลายที่มาก


แลวก็จอด terminal ของจังหวัดแทบจะทุกจังหวัดเลยมั้ง สามรอบได้ เราก็กลัวไปหมด จะขึ้นเฟอรี่ยังไงอะไร โอ้ยเครียด


ย้อนไปตอนขึ้นบัส ตอนแรกขึ้นบัสผิดคันด้วย คนขับคันหน้าทำหน้าเหมือนถูกบังคับแดกปลาอินทรีเปล่าๆ ทั้งตัวสุด เอ้อ แบบส่ายหน้าปากเบะ เอ่อ พี่คะ …


หลังจากขึ้นถูก คนขับก็พูดว่า

jaskdlfsafopweiqfjg0qiworghj?

เราก็ย้อนว่า What?

kjlsdfkjasjdfweifooe?

เรา …...pe nang….. ด้วยหน้าหงอยสุดขีด

นางดึงตั๋วเราไปดู แล้วก็บอก seat no.6 ด้วยเสียงโหด เหมือนเราเหยียบตาปลาเขาแตก


โอ้เค ไปนั่งจ้า


 


4. ออกเดินทาง


เราออกเดินทางด้วยเวลา 13.15 ซึ่งเอ่อ จากตั๋วนี่มึง 12.30 อ่ะ โอเค ตามใจพี่คับ จะพาผมไปไหนก็ไป ชีวิตผมอยู่ฝากไว้ที่พี่แล้วครับ ขอโทษครับที่มานั่งรถพี่


“กักขังฉันเถิด กักขังปัยยยย์ ช้านทำอะไรให้เธอเคืองโกรธ”


รถวิ่งมาไกลมาก ไกลมาก จนเหมาะกับคำว่า far far away

ไกลชิบหาย หลับแล้วตื่น ตื่นแล้วกิน กินแล้วหลับ หลับแล้วตื่น ตื่นแล้วกิน แล้วหลับ แล้วตื่น…

เห้ยยยยยย


ภูเขาลำเนาไพร ไร่ปาล์มน้ำมัน ป่าเบญจพรรณ ฉลอง ภักดีวิจิตรมาก แม่มึง นี่ถ้ามีเสือด้วยก็น่าจะครบ เผลอๆ อิคนขับนี่แหละ อังกอร์


ระหว่างแดกๆ นอนๆ นั่นเอง เสือกทำโค้กรสวนิลลา หก

หกแบบทุเรศทุรัง

หกแบบอุทกภัย

หกแบบเหนียวหนืดไปหมดทั้งพื้นเลยแม่มึง

อิบังอังกอร์ฆ่ากูแน่ทีนี้


ถึงสถานีสุดท้าย ยังไม่ปีนังนะ พี่บังอังกอร์คนขับก็เดินมาถามแต่ละคนว่าลงไหน


นั่น เอาแล้วมึ้ง แล้วมันก็เหยียบคับ

ช่วงนี้เอง โปรดปรับภาพเป็นโหมดสโลวโมชั่น ตอนที่มันยกเท้าขึ้น มีความหนืดจำนวนนึง ที่พอจะให้พี่เสือรู้ว่า มีคนทำเหี้ยอะไรกับรถมัน มันก้มลงมองที่พื้นคับ

มองไปตามเส้นทางสายน้ำสีน้ำตาลอันเรืองรอง ตัดกับพื้นรถทัวร์สีฟ้า อาห์ ช่างเป็นภาพที่งดงามเหลือเกิน พี่อังกอร์คงคิด มันมองจากพื้น เลื่อนขึ้นมาหาต้นทางของสายน้ำที่หล่อเลี้ยงพื้นปฐพีนั้น มองมาทางที่เรานั่งอยู่ มองที่ขาเรา แล้วก็ค่อยๆ เงยเป็นจังหวะสโลวโมชั่น ไปมองตาข่ายที่ใส่ของหน้าที่นั่งเรา


ชัดเลย โค้กกระป๋องรสวานิลลา ที่พี่ซื้อมาจาก KL Sentral มูลค่า 2 ริงกิต คล้ายกลับว่ามันกำลังส่งยิ้มสยามกลับไปแทนคำว่าขอโทษ


แต่พลัน พี่อังกอร์ กลับหันกลับมามองมนุษย์ตรงหน้ากระป๋องโค้กนั้น ด้วยหน้าเหี้ยมระดับ เสืออังกอร์ถูกตัวร้ายจับไปเผาไฟ


ดิฉันได้แต่ กล่าวว่า ซ้อรี่ ด้วยเสียงแหบแห้ง และยกมือไหว้กราบกรานก่อนที่จะโดนนางตบกบาล


แต่พออังกอร์มันเห็นว่ายกมือไหว้เท่านั้นเอง มันก็ปรับอารมณ์เฉย คล้ายจะยึกคอครึ่งที ก่อนที่จะเดินไปถามคนอื่นต่อว่าลงไหน ลงไหน ลงไหน ลงไหน


อิสัส มึงลืมถามกู๊!!!!!


แต่ก็ไม่กล้าจะบอกมัน เนื่องจากกลัว 55555


มีคนลงไปเกือบครึ่งรถ เพื่อเปลี่ยนคัน เราก็ดูในแผนที่ว่า มันก็อีกไกลนี่หว่า กว่าจะถึงปีนัง ไม่ว่าจะฝั่งแผ่นดิน หรือว่าเกาะ เลยตัดสินใจถาม ผัวเมียฝรั่งว่า


เราจะลง KL sentral เนี่ย ต้องเปลี่ยนบัสหรือเปล่า นางก็บอกว่า โอ้ นางก็ไปปีนัง same same


โอเคใจชื้นขึ้นมาหน่อยว่า ถึงยังไงถ้าพลาดก็มีพวก


ลืมตามาอีกที เห็นว่ารถบัสมันไม่ได้วิ่งไปตามป้าย บัตเตอร์เวิร์ธ เย้ๆๆๆๆๆๆๆๆ

นั่นหมายความว่า รถบัสมันไปจอดบนเกาะนั่นเอง


5. ถึงซะทีนะปีนัง


ระยะทางบนสะพานปีนัง ที่เขาบอกว่า 13 กิโล นี่มันยาวมากกกกกกๆๆๆๆๆๆๆ เลยนะ

จากตอนแรกที่มันมีความรู้สึกว่า เฮ้ย นี่เราอยู่บนสะพานที่ยาวติดอันดับเลยนะ แบบมีความสุขอะ

จน เอ้อ เมื่อไหร่มันจะถึงฝั่งซะทีฟะ ไกลเกิ๊นน


นี่ถ้า เกิดมีคนอุตริ มาสร้างความเชื่อ แบบกลั้นหายใจข้ามแม่น้ำบางปะกง นี่ตายแล้วสามสิบหกรอบอะ

พอขึ้นมาบนเกาะ ก็รู้สึกตื่นเต้นมาก เอาจริงๆ คิดว่าถนนหนทาง รูปแบบการตกแต่งริมข้างทาง มันมีอะไรที่ต่างกับมะละกาเยอะเลย


ที่นี่ดูโมเดิร์นกว่าเยอะเลย ที่มะละกาดูบ้านๆ


แปปเดียวรถก็เลี้ยวเข้า Bus Terminal


แต่ เดี๋ยวนะ ที่นี่ที่ไหน?


ที่นี่ที่ไหน ที่นี่ที่ไหน ที่นี่ที่ไหนคะ?


ไม่รู้จะบรรยายยังไงเลย ตกใจจนไม่ได้ถ่ายรูปอ่ะคิดดู

เก่า เชย เล็ก เงียบ มีแต่บังแท็กซี่ ที่คอยตื้อให้ไปแท็กซี่อยู่นั่นแหละ

เสียใจกูใจแข็งแล้วเว้ยยยย


นี่แม่งต้องไม่ใช่ Sungai Nibong Bus Terminal แน่ๆ อ่ะ อาจจะเป็น Peang Sentral จิตใจมโนไปแบบนั้น

เรายืนงงอยู่พักนึง ตัดสินใจเดินไปถามแท็กซี่ว่า


เราจะไป Sungai Nibong Bus Terminal อ่ะ ไปยังไง อยู่ตรงไหน เดินไปได้ไหม

นางมองหน้าแล้ว ทำหน้าสะตั้น นางบอก


Here!


เอ้าหรอ เอ้าหรอ เอ้าหรอ เอ้าหรอ

มโนไว้อีกแบบนึงอ่ะ ย้อนไปที่ Melaka Sentral คือใหญ่มาก แล้วผู้คนก็ขวักไขว่มาก ร้านรวงเยอะแยะ แล้วนี่อะไร?


โอเคๆ ใช่ก็ใช่ ก็กลับมารอรถเมล์ดีกว่า


 
 
 


6. แผนแรกก็ล่มซะแล้ว


หลังจากเชื่อแล้วว่าที่นี่คือ Sungai Nibong Bus Terminal แล้ว ก็มาที่แผนที่เราวางไว้คร่าวๆ ว่าจะไปขึ้นปีนังฮิลก่อนเลย แล้วค่อยไปที่พัก

แต่รอรถนานมากรถเมล 303 ก็ไม่ได้มีทีท่าว่าจะมา รออยู่จนทุ่มกว่า จากตอนที่ถึง หกโมงเย็นนิดๆ

มันดูท่าจะนานไปแล้วนะ คนสวยๆ อย่างเราไม่ควรอยู่ที่นี่นานขนาดนั้น


เราตั้งใจจะขึ้น รถเมล์เบอร์ 303 เพื่อไปลงที่ตึก Komtar แล้วค่อยขึ้นเบอร์ 204 ที่จะไปปีนังฮิล


จากแผนที่ไปปีนังฮิล ดูเมืองตอนกลางคืน เป็นอันล้มเลิก เพราะว่า กว่าเราจะไปถึงปีนังฮิล ใช้เวลา 45 นาที ถ้ารถไม่ติด


บวกลบแล้ว ถึงปีนังเกือบ สามทุ่ม แล้วรถหมด สี่ทุ่มกว่า ค่อนข้างเสี่ยงเลยทีเดียว

เราตัดสินใจกลับที่พักแล้วกัน ไม่ไหวแล้วเหนื่อยมากด้วย


ที่พักเราอยู่ใน Little India จองโฮสเทล Red Inn court เอาไว้ ราคา 270 กว่าบาท 555555

เราก็คิดเอาว่า เดี๋ยวไปลงที่  Weld quey แล้วกัน ปลายสาย แล้วค่อยเดินกลับมา


รถเมล์เบอร์ 303 ก็ไม่มาซะที เราเลยขึ้นไปถามคนขับเบอร์ 204 ว่าจะไปถนน มัสยิด Kapitan Keling ยังไง นางก็ไม่ได้ตอบ นางฉีกตั๋ว(ตั๋วรถเมล์สองริงกิต) ขึ้นมาเขียน 401 ให้ แล้วทำหน้าเหมือนคุณภาคย์ทำอึนใส่ดาวพระศุกร์ยังไงอย่างงั้น นี่ก็นิ่งไป๊


เราขอบคุณแล้วลงมานั่งรอต่อ อีกชาตินึง 401 ก็มา เราก็บอกว่าไปลง Chulia Street เลย

วันนั้นรถติดมากกกกกกกกกกก ยังบ่นเลยว่าชาวปีนังนี่ก็ชีวิตไม่ดีนะ รถติดขนาดนี้


พอถึงปุ๊บ ก็ไปเช็กอินคับ

ที่นี่มีคะแนนรีวิวสูงมากๆ เจ้หมวยที่หน้าตาเหมือนอูทาดะ ฮ