ที่ยวมาเลครั้งแรก ปีนัง+KL


ที่บอกว่าครั้งแรก คือมาเที่ยวครั้งแรกจริงๆ

ที่เหลืออ่ะ มาดูคอน ซึ่งส่วนใหญ่ cancel นะ พูดแล้วน้ำตาจะไหล แล้วถึงไปเที่ยว ครั้งนี้คือตั้งใจมาเที่ยวจริงๆ จังๆ


คนชอบถามมากว่า ไปกับใคร ไปคนเดียวหรอ สนุกหรอ

เอาจริง ถ้าถามว่าสนุกไหม มันก็สนุกนะ แต่ถ้าเลือกได้จริงๆ มากับเพื่อนสนิทคงจะเฮฮาบ้าบอคอแตกมากกว่านี้

มาคนเดียวก็ได้แต่คุยกับเพื่อนในจินตนาการไป


ประโยชน์ของการมาคนเดียวสำหรับเราคือ เราแพลนไว้หลวมๆ เปลี่ยนใจเมื่อไหร่ก็ได้ เหนื่อยก็พัก หิวก็กิน อยากทำอะไรก็ทำ ที่สำคัญคือไม่ต้องรอใคร


เอาจริง ก็ไม่มีใครมาด้วยล่ะว้ะ ทำเป็นแถ


จริงๆ ทริปนี้จะล่มแล้วล่ะ เพราะโคตรจน ตอนนี้ยิ่งจนสาด

แพลนเอาไว้เล่นๆ ว่าไปมาเลแน่แหละ แต่ยังชั่งใจระหว่าง กลับไปมะละกาอีกรอบดีไหม หรือจะไปปีนังดี


ซึ่งปีนังเนี่ยก็คุยกับเพื่อนเล่นๆ ว่าจะไปรถไฟบัตเตอร์เวิร์ธกัน แต่ก็ล่มไป

บังเอิญว่าไปเจอ street art รูป แมว เข้า ก็เลยตัดสินใจได้ว่า โอเค ปีนัง



1. ต้องวางแผนไหม


จองตั๋วมานานมาก แต่ก็ยังไม่ได้วางแผนอะไรเลยสักกะนิด มาแพลนเอาก็แบบจวนตัวสุดๆ พรุ่งนี้บินงี้

โดยสันดานแล้ว เราเป็นคนที่ ไม่เชิงไปตายเอาดาบหน้าแต่เรียกว่าแถและกัน

เหมือนเวลาอ่านหนังสือสอบ ก็อ่านผ่านๆ ว้อย เดี๋ยวไปเจอข้อสอบก็แถได้เองแหละ


หาแมพที่จะเอาไว้ช่วยชีวิตมาอันนึง เอาไว้ดูว่าจะไปไหนดี ซึ่งไม่ค่อยจะมีประโยชน์สำหรับทริปนี้ 5555

จริงๆ คงจะมีประโยชน์แหละ แต่เกิดอาการติสขึ้นมา ขี้เกียจเดินตามแมพซะงั้น


4 วัน 3 คืน


แผนสั้นๆ คือ ไป KL แล้วต่อรถบัสไปปีนัง ไปถึงปุ๊บ นอนปีนังหนึ่งคืน เที่ยวหนึ่งวัน คืนนั้น บัสกลับมา KL นอนบนบัส เที่ยว KL หนึ่งวัน นอน เช้ากลับ


นี่แหละแผน


 
 

2. เลือกเส้นทางที่จะไปปีนัง


ปีนังนี่ชาวบ้านเขา(คนไทย)ส่วนใหญ่ไปกันโดยเครื่องบิน บินไปลงสนามบินปีนังโดยตรงเลย ไม่ก็ขึ้นรถบัส รถตู้ไปจากหาดใหญ่


แต่ ตั๋วตรงไปปีนังตั้ง 2700 แหน่ะ

แล้วตั๋วไปเคแอลเท่าไหร่ 2500 เห้ย ต่างกันแค่สองร้อยเองนะ


ประเด็นอยู่ที่ air asia  มีไปปีนังวันละไฟล์ท เวลา 18.00

โอ้ว เย็นชิบหาย ไม่เอาอะ ไม่หนุก เดี่ยวชีวิตจะลำบากเพราะมืด นู่นนั่นนี่ (คิดไปเองทั้งนั้น เดี๋ยวจะกลับมาเล่าความพลาดตรงนี้แล้วกัน)


ตกลงใจไป KL รอบเช้าสุด ด้วยราคาเกือบ 2500 เอาวะ

 
 


3. ไปสถานีขนส่งเพื่อต่อรถไปปีนัง


หลังจากลงเครื่องปุ๊บ เออ คราวนี้อ่ะ ไปลงที่ KLIA2 ครั้งแรกด้วย ตื่นเต้นมาก ใหม่มากๆ ใหญ่มาก ยาวมากๆ ทุกอย่างดูดีสุดๆ แต่ก็เดินไกลสุดๆๆๆ ที่สำคัญ ส้วมดีมาก แวะไปเจิมหนึ่งที


ออกจาก ตม. ปุ๊บก็วิ่งจุ๊ดไปขึ้น Klia Express  เลย จริงๆ ก็ขึ้น Klia Transit ได้แหละ แต่ว่าไป Express ดีกว่า ไวดี ไปลง KL Sentral เลย รวดเดียว ปรู๊ดๆ  แล้วค่อยต่อ LRT ไป Masjid Jamek แล้วต่อไป สถานีที่ใกล้ ขนส่งที่สุด ก็คือ Plaza Rakyat


ขนส่งสายตะวันออก ชื่อว่า Puduraya Bus Terminal

เราก็มโนไว้เยอะอ่ะ จากคราวที่แล้วไปมะละกา มาขึ้นที่ Terminal Bersepadu Selatan ที่อยู่ตรงสถานี Bandar Tasik มันดีกว่ามาก ไฮโซกว่ามาก และตรงเวลากว่ามาก


ลงจาก Plaza Rakyat ก็เดินไปตามป้าย Puduraya ซึ่งก็ไม่รู้ว่าใช่ขนส่งหรือเปล่านะ แต่ชื่อมันใช่ก็เดินๆ ไป ทางไปก็ดูเก่าๆ น่ากลัวๆ แคบๆ มีหนุ่มมาเล หน้าตาดุคอยถามอยู่เป็นระยะว่าไปไหน มีตั๋วยัง ก็เลย โอเค ทางนี้แหละใช่


โดนบังถามอยู่สิบคนได้ เราก็ โนๆๆๆๆ แท้งกิ้ว โนๆๆๆๆ มาเรื่อยๆ กะว่า กุต้องใจแข็งที่สุดอ่ะ


Puduraya Bus Terminal นั้น ก็เหมือนกับขนส่งเอกมัย ทั้งขนาดและความคร่ำครึ


บังที่คอยถามเราน่าจะเป็นคนที่คอยหาคน ให้บริษัทรถบัสนั่นแหละ แต่มึงน่ากลัวเกิ๊นนน มาตื๊อกันแบบว่า เออ หรือว่ากูสวยวะ


เราก็ โนๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ ต่อเนื่อง

จนพี่บังคนนึงได้กล่าวว่า “I’m a good man” เราแทบข่อก โอเคค่ะ ไอโนว แต่กูอยากซื้อด้วยตัวเองเว้ย

ผ่านพี่บังมาได้ร่วมสิบคน

ขึ้นไปชั้นสองของ puduraya  เพื่อซื้อตั๋ว เจอเจ้ชะนีคนนึง เดินมาถามว่าไปไหน

ไอ้ความแข็งแกร่งในจิตใจที่ผ่านผู้ชายมาเลมาเป็นสิบ มาตายที่เจ้นี่เอง

พอหลุดปากว่าปีนัง เท่านั้นแหละ เจ้แม่งแทบจะอุ้มไปซื้อทีเดียว

เราก็เอาวะ ผู้หญิงด้วยกัน


ซื้อตั๋วรอบ  12.30 มา เหลือบตาไปดูปลายทาง

Penang Sentral

!!!!!!!
ที่ไหนวะนั่น เพราะจากข้อมูลที่หาเอาไว้ Bus terminal อันที่อยู่บนเกาะปีนังมันชื่อ Sungai Nibong bus terminal


แล้วเข้าใจไปอีกว่า ปีนัง แม่งมีฝั่งที่อยู่บนแผ่นดินด้วยนะ ซ๊าดดดดด อย่าบอกนะว่า ต้องลงฝั่งแผ่นดิน แล้วข้ามเฟอรี่ไป โอ้สสสสสสสสส ชีวิตไม่เคยง่าย


รถบัสก็เลทมาก คนละเรื่องกับที่ TBS ตอนมะละกาเลย รอบนั้นแทบจะนับเป็นวินาที ถึงเวลาปุ๊บออกจ้า

นี่บ่ายโมงยังไม่ออกเลย แล้วพอออกนะ แม่งก็แวะรับทุกที่เลย ไปรับตรงที่อยู่ใกล้ๆ Petaling street ด้วย วนหลายที่มาก


แลวก็จอด terminal ของจังหวัดแทบจะทุกจังหวัดเลยมั้ง สามรอบได้ เราก็กลัวไปหมด จะขึ้นเฟอรี่ยังไงอะไร โอ้ยเครียด


ย้อนไปตอนขึ้นบัส ตอนแรกขึ้นบัสผิดคันด้วย คนขับคันหน้าทำหน้าเหมือนถูกบังคับแดกปลาอินทรีเปล่าๆ ทั้งตัวสุด เอ้อ แบบส่ายหน้าปากเบะ เอ่อ พี่คะ …


หลังจากขึ้นถูก คนขับก็พูดว่า

jaskdlfsafopweiqfjg0qiworghj?

เราก็ย้อนว่า What?

kjlsdfkjasjdfweifooe?

เรา …...pe nang….. ด้วยหน้าหงอยสุดขีด

นางดึงตั๋วเราไปดู แล้วก็บอก seat no.6 ด้วยเสียงโหด เหมือนเราเหยียบตาปลาเขาแตก


โอ้เค ไปนั่งจ้า


 


4. ออกเดินทาง


เราออกเดินทางด้วยเวลา 13.15 ซึ่งเอ่อ จากตั๋วนี่มึง 12.30 อ่ะ โอเค ตามใจพี่คับ จะพาผมไปไหนก็ไป ชีวิตผมอยู่ฝากไว้ที่พี่แล้วครับ ขอโทษครับที่มานั่งรถพี่


“กักขังฉันเถิด กักขังปัยยยย์ ช้านทำอะไรให้เธอเคืองโกรธ”


รถวิ่งมาไกลมาก ไกลมาก จนเหมาะกับคำว่า far far away

ไกลชิบหาย หลับแล้วตื่น ตื่นแล้วกิน กินแล้วหลับ หลับแล้วตื่น ตื่นแล้วกิน แล้วหลับ แล้วตื่น…

เห้ยยยยยย


ภูเขาลำเนาไพร ไร่ปาล์มน้ำมัน ป่าเบญจพรรณ ฉลอง ภักดีวิจิตรมาก แม่มึง นี่ถ้ามีเสือด้วยก็น่าจะครบ เผลอๆ อิคนขับนี่แหละ อังกอร์


ระหว่างแดกๆ นอนๆ นั่นเอง เสือกทำโค้กรสวนิลลา หก

หกแบบทุเรศทุรัง

หกแบบอุทกภัย

หกแบบเหนียวหนืดไปหมดทั้งพื้นเลยแม่มึง

อิบังอังกอร์ฆ่ากูแน่ทีนี้


ถึงสถานีสุดท้าย ยังไม่ปีนังนะ พี่บังอังกอร์คนขับก็เดินมาถามแต่ละคนว่าลงไหน


นั่น เอาแล้วมึ้ง แล้วมันก็เหยียบคับ

ช่วงนี้เอง โปรดปรับภาพเป็นโหมดสโลวโมชั่น ตอนที่มันยกเท้าขึ้น มีความหนืดจำนวนนึง ที่พอจะให้พี่เสือรู้ว่า มีคนทำเหี้ยอะไรกับรถมัน มันก้มลงมองที่พื้นคับ

มองไปตามเส้นทางสายน้ำสีน้ำตาลอันเรืองรอง ตัดกับพื้นรถทัวร์สีฟ้า อาห์ ช่างเป็นภาพที่งดงามเหลือเกิน พี่อังกอร์คงคิด มันมองจากพื้น เลื่อนขึ้นมาหาต้นทางของสายน้ำที่หล่อเลี้ยงพื้นปฐพีนั้น มองมาทางที่เรานั่งอยู่ มองที่ขาเรา แล้วก็ค่อยๆ เงยเป็นจังหวะสโลวโมชั่น ไปมองตาข่ายที่ใส่ของหน้าที่นั่งเรา


ชัดเลย โค้กกระป๋องรสวานิลลา ที่พี่ซื้อมาจาก KL Sentral มูลค่า 2 ริงกิต คล้ายกลับว่ามันกำลังส่งยิ้มสยามกลับไปแทนคำว่าขอโทษ


แต่พลัน พี่อังกอร์ กลับหันกลับมามองมนุษย์ตรงหน้ากระป๋องโค้กนั้น ด้วยหน้าเหี้ยมระดับ เสืออังกอร์ถูกตัวร้ายจับไปเผาไฟ


ดิฉันได้แต่ กล่าวว่า ซ้อรี่ ด้วยเสียงแหบแห้ง และยกมือไหว้กราบกรานก่อนที่จะโดนนางตบกบาล


แต่พออังกอร์มันเห็นว่ายกมือไหว้เท่านั้นเอง มันก็ปรับอารมณ์เฉย คล้ายจะยึกคอครึ่งที ก่อนที่จะเดินไปถามคนอื่นต่อว่าลงไหน ลงไหน ลงไหน ลงไหน


อิสัส มึงลืมถามกู๊!!!!!


แต่ก็ไม่กล้าจะบอกมัน เนื่องจากกลัว 55555


มีคนลงไปเกือบครึ่งรถ เพื่อเปลี่ยนคัน เราก็ดูในแผนที่ว่า มันก็อีกไกลนี่หว่า กว่าจะถึงปีนัง ไม่ว่าจะฝั่งแผ่นดิน หรือว่าเกาะ เลยตัดสินใจถาม ผัวเมียฝรั่งว่า


เราจะลง KL sentral เนี่ย ต้องเปลี่ยนบัสหรือเปล่า นางก็บอกว่า โอ้ นางก็ไปปีนัง same same


โอเคใจชื้นขึ้นมาหน่อยว่า ถึงยังไงถ้าพลาดก็มีพวก


ลืมตามาอีกที เห็นว่ารถบัสมันไม่ได้วิ่งไปตามป้าย บัตเตอร์เวิร์ธ เย้ๆๆๆๆๆๆๆๆ

นั่นหมายความว่า รถบัสมันไปจอดบนเกาะนั่นเอง


5. ถึงซะทีนะปีนัง


ระยะทางบนสะพานปีนัง ที่เขาบอกว่า 13 กิโล นี่มันยาวมากกกกกกๆๆๆๆๆๆๆ เลยนะ

จากตอนแรกที่มันมีความรู้สึกว่า เฮ้ย นี่เราอยู่บนสะพานที่ยาวติดอันดับเลยนะ แบบมีความสุขอะ

จน เอ้อ เมื่อไหร่มันจะถึงฝั่งซะทีฟะ ไกลเกิ๊นน


นี่ถ้า เกิดมีคนอุตริ มาสร้างความเชื่อ แบบกลั้นหายใจข้ามแม่น้ำบางปะกง นี่ตายแล้วสามสิบหกรอบอะ

พอขึ้นมาบนเกาะ ก็รู้สึกตื่นเต้นมาก เอาจริงๆ คิดว่าถนนหนทาง รูปแบบการตกแต่งริมข้างทาง มันมีอะไรที่ต่างกับมะละกาเยอะเลย


ที่นี่ดูโมเดิร์นกว่าเยอะเลย ที่มะละกาดูบ้านๆ


แปปเดียวรถก็เลี้ยวเข้า Bus Terminal


แต่ เดี๋ยวนะ ที่นี่ที่ไหน?


ที่นี่ที่ไหน ที่นี่ที่ไหน ที่นี่ที่ไหนคะ?


ไม่รู้จะบรรยายยังไงเลย ตกใจจนไม่ได้ถ่ายรูปอ่ะคิดดู

เก่า เชย เล็ก เงียบ มีแต่บังแท็กซี่ ที่คอยตื้อให้ไปแท็กซี่อยู่นั่นแหละ

เสียใจกูใจแข็งแล้วเว้ยยยย


นี่แม่งต้องไม่ใช่ Sungai Nibong Bus Terminal แน่ๆ อ่ะ อาจจะเป็น Peang Sentral จิตใจมโนไปแบบนั้น

เรายืนงงอยู่พักนึง ตัดสินใจเดินไปถามแท็กซี่ว่า


เราจะไป Sungai Nibong Bus Terminal อ่ะ ไปยังไง อยู่ตรงไหน เดินไปได้ไหม

นางมองหน้าแล้ว ทำหน้าสะตั้น นางบอก


Here!


เอ้าหรอ เอ้าหรอ เอ้าหรอ เอ้าหรอ

มโนไว้อีกแบบนึงอ่ะ ย้อนไปที่ Melaka Sentral คือใหญ่มาก แล้วผู้คนก็ขวักไขว่มาก ร้านรวงเยอะแยะ แล้วนี่อะไร?


โอเคๆ ใช่ก็ใช่ ก็กลับมารอรถเมล์ดีกว่า


 
 
 


6. แผนแรกก็ล่มซะแล้ว


หลังจากเชื่อแล้วว่าที่นี่คือ Sungai Nibong Bus Terminal แล้ว ก็มาที่แผนที่เราวางไว้คร่าวๆ ว่าจะไปขึ้นปีนังฮิลก่อนเลย แล้วค่อยไปที่พัก

แต่รอรถนานมากรถเมล 303 ก็ไม่ได้มีทีท่าว่าจะมา รออยู่จนทุ่มกว่า จากตอนที่ถึง หกโมงเย็นนิดๆ

มันดูท่าจะนานไปแล้วนะ คนสวยๆ อย่างเราไม่ควรอยู่ที่นี่นานขนาดนั้น


เราตั้งใจจะขึ้น รถเมล์เบอร์ 303 เพื่อไปลงที่ตึก Komtar แล้วค่อยขึ้นเบอร์ 204 ที่จะไปปีนังฮิล


จากแผนที่ไปปีนังฮิล ดูเมืองตอนกลางคืน เป็นอันล้มเลิก เพราะว่า กว่าเราจะไปถึงปีนังฮิล ใช้เวลา 45 นาที ถ้ารถไม่ติด


บวกลบแล้ว ถึงปีนังเกือบ สามทุ่ม แล้วรถหมด สี่ทุ่มกว่า ค่อนข้างเสี่ยงเลยทีเดียว

เราตัดสินใจกลับที่พักแล้วกัน ไม่ไหวแล้วเหนื่อยมากด้วย


ที่พักเราอยู่ใน Little India จองโฮสเทล Red Inn court เอาไว้ ราคา 270 กว่าบาท 555555

เราก็คิดเอาว่า เดี๋ยวไปลงที่  Weld quey แล้วกัน ปลายสาย แล้วค่อยเดินกลับมา


รถเมล์เบอร์ 303 ก็ไม่มาซะที เราเลยขึ้นไปถามคนขับเบอร์ 204 ว่าจะไปถนน มัสยิด Kapitan Keling ยังไง นางก็ไม่ได้ตอบ นางฉีกตั๋ว(ตั๋วรถเมล์สองริงกิต) ขึ้นมาเขียน 401 ให้ แล้วทำหน้าเหมือนคุณภาคย์ทำอึนใส่ดาวพระศุกร์ยังไงอย่างงั้น นี่ก็นิ่งไป๊


เราขอบคุณแล้วลงมานั่งรอต่อ อีกชาตินึง 401 ก็มา เราก็บอกว่าไปลง Chulia Street เลย

วันนั้นรถติดมากกกกกกกกกกก ยังบ่นเลยว่าชาวปีนังนี่ก็ชีวิตไม่ดีนะ รถติดขนาดนี้


พอถึงปุ๊บ ก็ไปเช็กอินคับ

ที่นี่มีคะแนนรีวิวสูงมากๆ เจ้หมวยที่หน้าตาเหมือนอูทาดะ ฮิคารุ ภาคป้ายคอนซิลเลอร์ ไว้ที่ตาแล้วลืม เกลี่ย ก็พูดกับเรายาวมาก เทมเพลตมากกกก


ไอ้เรานั่นภาษาอังกฤษอันง่อยเปลี้ย ก็ทำหน้างงเหมือน การ์ดจอเออเร่อ ตาลอยๆ dont responding สุด

สรุปได้ใจความแบบที่พยายามเข้าใจเจ้ฮิกกี้สุดว่า มีค่าประกัน 30 ริงกิต จะได้คืนตอนเช็กเอาท์

โอเคจบ


นอน (น้ำไม่ได้อาบด้วย เหนื่อยมาก ใครว่านั่งบนรถบัสเฉยๆ ไม่เหนื่อย)



ย้อนกลับมาตอนที่ตัดสินใจซื้อตั๋วบิน ก็มานอนเอาตีนก่ายหน้าผาก เอ๊ะ กูทำไงโง่วะ ถ้าซื้อตั๋วบินมา ก็น่าจะถึงที่นี่สักทุ่มนิดๆ ก็เท่ากับที่กูนั่งรถทัวร์มาเลยนี่หว่า


อาาาาาห์  พรุ่งนี้ต้องหาปลากินแก้โง่หน่อยและ

(เอาน่าอยากโชว์สกิลการเดินทางไง)


 


7. ปีนัง แอมคัมมิ่งงงง


เนื่องจากนอนโฮสเทล ก็จะมีเพื่อนร่วมห้องท่านอื่นๆ ฮะ ก็เป็นชะนีฝอหรั่งสองท่าน แล้วตี๋สิงคโปรอีกหนึ่งท่าน


อีตี๋นี่แหละ มาถามเราก่อนนอนว่า ยูมีพาสเวิดไวไฟไหม

เราบอกไม่มีอีตี๋ก็ลงไปถามมา แล้วเอามาฝากด้วย แหมใจดีจรุง


แต่ตอนกลางคืน อีตี๋ก็ยังแบ่งปันน้ำใจไทยไม่หยุด

มันคงรู้ว่าเราไม่ได้ไปสวนสัตว์นานแล้ว

มันถึงได้นอนคราง ฟี้ดๆๆๆ เหมือนนอนกับหมูป่า ขนาดนี้


ฟี้ดๆๆๆๆ ดีนะที่ฟังได้แปปเดียวแล้วชิงหลับก่อน ไม่รู้ตอนดึกมันอลังการขนาดไหน


เช้ามาก็รีบอาบน้ำเตรียมตัวเช็คเอาท์ออกไปเที่ยว ตามแมพที่ได้ปรินท์มาก็เดินไปเลย ทีแรกมันก็มีสองความคิดตีกันอยู่ว่า จะออกไปเที่ยวตามสถานที่ท่องเที่ยว หรือว่าจะไปตามเก็บ Street Art

แม่งก็ตีกันจนแบบ เออ ไปที่ๆ มันมีทั้งสองอย่างใกล้ๆ กันและกัน


เดินไปเรื่อยๆ ผ่าน St George’s Church, Court Buildings, Cathedral of the Assumption, Penang State Museum(ยังไม่เปิดอีกเช้าเกิน), War memorial, Fort cornwallis และ clock tower


ส่วนงาน street art ที่ผ่านมา ไม่นับงานของ Jimmy choo นะ  เพราะมีเยอะมาก นับเฉพาะ street art ในตำนาน ก็เจอ reaching up,This old man, little children on a bicycle, little boy with pet dinosaur, boy on a bike และ little girl in blue


ขากลับนี่ก็เดินมาแบบไร้ทิศทางมาก อยากเลี้ยวไหนก็เลี้ยว สรุปบนถนน Pantai วันนั้นมีถนนคนเดินเล็กๆ มีของจุ๊กจิ๊ก ของเล่นเด็กเต็มไปหมดเลย แต่ไม่ได้อะไรติดมือมา เพราะรู้สึกว่าเป็นของแบบที่ไหนก็มี


เลี้ยวนั่นเลี้ยวนี่จนเริ่มเมื่อยแล้ว เราตัดสินใจว่า โอเค พอและนะ ไม่ต้องเก็บครบก็ได้ เก็บแรงไว้ที่อื่นบ้าง


เดี๋ยวไปขึ้น ปีนังฮิล ดีกว่า คิดได้ดังนั้นก็เลยขึ้นรถเมล์มาเลย สายอะไรจำไม่ได้ด้วย ขึ้นจากแถวๆ ถนน light นี่ล่ะ คือทุกคนมันไปอู่ Jetty ปลายทางหมด




8. เดี๋ยวเขาว่ามาไม่ถึงปีนัง


เขานี่ใครก็ไม่รู้นะ แต่ถ้ามาปีนัง แล้วไม่ได้ขึ้นไปดูวิวเมืองก็รู้สึกว่าขาดๆ อะไรไปเหมือนกัน ไม่รู้ใครแม่งเป็นคนคิดประโยคแบบนี้

ไม่ได้มา….. ก็เหมือนมาไม่ถึง…….

เอ้าเรามันคนโดนหยามไม่ได้ซะด้วย เสียตังไม่ว่า เสียหน้าไม่ได้


ไปถึง อู่ Jetty ก็เล็งเบอร์ 204 ก่อนเลย มันไปสุดสายที่ปีนังฮิล อาาาห์ ไม่เลยป้ายแน่นอน

ปีนังฮิล เรียกเป็นภาษามาเล ว่า Bukit Bendera นะ เจอป้ายก็อย่าเพิ่งงง มันที่เดียวกัน


ขึ้นรถไปก็รู้สึกว่านานเหมือนกัน เริ่มไปทางที่จะเป็นชานเมืองหน่อย พอไปถึงที่อีนังฮิลก็พบว่า คนเยอะมากแบบตลาดบังแตก

เยอะแบบสุดๆ ลูกเด็กเล็กแดงร้องกันเจี๊ยวจ๊าวระดับเด็กทั้งเนอเซอรี่ในกรุงเทพทั้งหมดร้องประสานเสียงพร้อมกัน


บังเด็กน้อย บังพ่อแม่ บังคู่รัก ฝอเด็ก ฝอคู่รัก ฝอพ่อแม่ เอะ ดูไป มีเราที่ Forever alone ต้องเงยหน้ามองฟ้ากันน้ำตาไหลอยู่แปปนึง


รอซื้อตั๋วราคา 30 ริงกิต ในฐานะคนต่างชาติ ซ๊าดดด นี่มึงเอาคืนตอนที่กูเก็บต่างชาติเข้าวัดพระแก้วห้าร้อยใช่ไหม


แถวรอซื้อตั๋วยาวเลื้อยยาวขดไปขดมายิ่งกว่าเส้นมามาในซองอีก กว่าจะได้ตั๋วก็เกือบครึ่งชั่วโมง

คิดว่าสงครามสิ้นสุดแล้ว


ยังคับ ยังต้องไปรอต่อขึ้นรถรางอีก แล้วเห็นแถวแล้วแบบเห้ย หรือข้างบนมีแจกอะไรฟรี


กว่าจะได้ขึ้นไปก็แทบจะได้เสียกับบังแถวนั้น แน่นเกิ๊น


ขึ้นไปปุ๊บก็เดินไปเจอโซนอาหารก่อนเลย อู้หูยยยย ผู้คนถล่มทลาย ยังกับเซนทรัล ศาลายาเปิดใหม่

หลบหลีกซ้ายขวา กว่าจะออกมาได้


แล้วก็ปรี่ไปจุดชมงิว ที่จะมีกล้องอยู่ครับ แต่ต้องใส่แบงค์หนึ่งริงกิต

ประโยคนั้นก็มาในหัว


ไหนๆ ก็มาแล้วนะ ไม่งั้นเหมือนมาไม่ถึงนะ ก็เลยหยอดไป


2 นาที โกงป่าวไม่รู้สั้นมาก อิกล้องนี่ก็ซูมไกลมาก ซูมอีกนิดนี่มองเห็นถึงสามพรานเลยมั้ง เห็นไปยั้นสะพานปีนัง


เอ้อ รีวิว ไอ้รถรางนิดนึง รถรางขึ้นมาสิบนาทีได้ นานนะ หูเหอ ระเบิดหมด ลั่นเปรี๊ยะๆ เลยทีเดียว สูง 712 จากระดับน้ำ แต่รถรางมันค่อนข้างเร็วเลยปรับความดันไม่ทันมั้ง


ข้างบนก็มีลมนิดหน่อยนะ ส่วนวิวนั้นก็ มองไปเห็นตึกKomtar เมือง Goregetown นั่นแหละ ถามว่าคุ้มไหม เราคิดว่าถ้าถูกว่านี้หน่อยก็โอนะ แพงไปหน่อย อยู่บ๊อบลมอยู่ซักพักนึงก็ตัดสินใจลง ดีที่ขาลงไม่แย่งชิงกันมากนัก แต่คนก็เยอะอยู่ดี



9. คนสวยเข้าวัด


แลนด์มาร์คของปีนังก็ มี Komtar ปีนังฮิล แล้วก็วัด Ke lok si นี่แหละมั้ง ไปกันต่อดีกว่า แดดร้อนเปรี้ยงแล้ว


ขากลับก็รอรถเมล์ 204 จากหน้าปีนังฮิลนี่แหละ ไม่ต้องรอเลย รถจอดอยู่พอดี ตอนแรกหาเศษไม่ได้ หยิบแบงค์ห้าริงกิตออกมา คนขับบอกให้ไปหาแลกมาก่อน


เราก็เลยคุ้นหาเศษ ที่เหลือมาจากคราวที่แล้วให้ เราไปลงแค่วัด Ke lok si พอลงมาปุ๊บ นี่ เราเห็นแล้วว่า มันวันเวย์ ก็ถ่ายรูปตรงป้ายที่เราลงไว้ก่อนเลย ขากลับจะได้มาขึ้นที่ตรงนี้ ไม่หลงแน่นอนจย้าาา


แหม รอบคอบจริงๆ

มาถึงที่นี่ก็หิวมาก ระดับกินหมูกะทะได้ต่อเนื่องสามวัน ตัดสินใจต้องหาอะไรกินหน่อย

บอกตรงๆ ว่ามีปมกับการกินอาหารต่างชาติ อยู่เล็กน้อย ไม่ค่อยกล้ากินอะไรเท่าไหร่หรอก ถ้ามันไม่น่ากิน แล้วไม่หิวจริงๆ แต่มื้อนี้ไม่ไหวแล้ว


cha kuay teaw เราเลือกนาย หลังจากสั่งแล้ว เห้ย แม่งก็ดีอ่ะ เหมือนผัดซีอิ๊วใส่หอยแครง จะดีกว่านี้ ถ้ามีเครื่องปรุงให้ด้วย เป็นคนกินหวานอ่ะแต่ก้กินจนอิ่มก็ยังไม่หมด คือมันเยอะมากกกกกกกก ห้าสิบบาท คือ โอ้ย คุ้มมม


กินเสร็จมีแรงเข้าวัดแล้ว วัด ke lok si เป็นวัดจีน มีเจ้าแม่กวนอิมด้วยทางขึ้นบันไดมีร้านขายของเต็ม ถ้านึกไม่ออกให้นึกถึงดอยปุยเอาไว้ เหมือนกันเล้ย ของฝากเต็มเลย เราก็เอาวะซื้อที่นี่แหละ พวงกุญแจแผงๆ 15 ริงกิต คนขายก็บอกนี่จาก 20 นะ เราก็เออๆ โอเคๆ


จำไม่ได้ว่าตอนนั้นซื้อที่มะละกามาเท่าไหร่ด้วย ซื้อๆมาเหอะ

พอซื้อไป เหมือนต่อมช็อปปิ้งมันก็แตก ยิ่งต่อได้ แม่งก็ซื้อใหญ่เลย เริ่มมีความสุขกับการซื้อ หมดตังไปที่นี่เยอะมาก โอ้ย ชะนีนี่มันชะนีจริงๆ


ยิ่งประโยคแบบ This price special for you แบบ ตาลุกวาวประกายปริ๊งๆๆๆๆๆๆๆ

เราเหนื่อยมากในวัดนี้ เพราะต้องขึ้นบันได โอย แล้วบันไดเยอะพอดูเลย เดินรอบๆ วัด สักพักนึง กะเอาให้คุ้มที่เหนื่อยเดินขึ้นมา


ขากลับเดินไปขึ้นตรงรูปที่ได้ถ่ายเอาไว้ อาาาาห์ ปลอดภัย





มาต่อเลยะครับ  หลังจากที่ขาลงจากรถบัส 204 ที่ Ke lok si temple เราก็ถ่ายรูปตรป้ายรถเมล์เอาไว้ กะว่าไม่หลงแน่ๆ แต่แม่งไม่มาสักทีวะ…




10. make friends



เอาจริงๆ เลยปกติเป็นคนไม่ค่อยคุยกับคนแปลกหน้า ไม่ได้มนุษยสัมพันธ์ดีอ่ะ แบบว่า เออ โอเค ทางใครทางมันไม่ยุ่งกัน เราทำของเรา เธอทำของเธอนะ มีเสือกบ้าง แต่ก็แบบไม่ได้ เฮ้ลลโล่ ว้อทยัวเนม แวยูคัมฟอรม กับคนแปลกหน้างี้


เรารอรถอยู่สักพัก ก็เอะ แม่งรอผิดที่ป่าววะ ตัดสินใจถามเจ้ส่าหรี ที่ยืนอยู่ ว่ารอรถเมล์เหมือนกันใช่ไหม


เจ้ที่ว่านั่นคือ Farisa และ Devi

เจ้สองคนนี้แหละ ที่จะสร้างความเปลี่ยนแปลงให้กับชีวิตไปเที่ยวต่างแดนคนเดียวของเรา


เราถามเจ้ว่า รอรถตรงนี้ใช่ไหม นางตอบว่าใช่ ถามเราว่าจะไปไหน เราบอก เราจะไป komtar


เรากะว่า ไม่ไหวแล้วเว้ย แดดร้อนหนังไหม้แบบนี้ ดี๋ยวไปเดินเล่นตากแอร์ที่คอมต้า แล้วค่อยหารถเมล์ขึ้นไป  Sungai Nibong bus terminal แล้วกัน


นางว่าพวกนางกำลังจะไป Komtar เหมือนกัน


เราก็ เอ้าดีเลย มีเพื่อนขึ้นรถเมล์

ระหว่างรอนางก็ให้เรากินขนมจ้า หน้าตาเหมือนโตเกียวแผ่นใหญ่

เราก็ไม่อ๊าวว ไม่เอาา ไม่อยากกินของคนแปลกหน้า นางก็คะยั้นคะยอให้กินอยู่นั่นแหละ บอกว่า นี่ชั้นมีเป็นกิโล


เราเลยจำใจต้องหยิบมาหนึ่งอัน แล้วพบว่า แม่งอร่อยสาดดดดดดดดดดดดดดด

เป็นแผ่นแป้งเหมือนโตเกียวหนาๆ ตรงกลาง แป้งนิ่มๆ หน่อย หวานๆ นิดๆ มันๆ จะสะกิดเจ้ขออีกชิ้นก็กลัวจะหาว่าตะกละเกินไป


บนรถเมล์ก็คุยกับเจ้ทั้งคู่มาตลอดทาง พอบอกว่า เรามาคนเดียว ทั้งคู่ดูตกใจมาก

ไม่รู้ว่าตกใจที่ใจกล้า หรือตกใจที่ภาษาอังกฤษงี้มึงกล้าออกนอนประเทศได้ยังไง 55555


ด้วยความอร่อยของไอ้ขนมนี่อ่ะ เราก็เลย บอกว่า


เห้ยเจ้ ที่บ้านเรา ก็มีขนมคล้ายๆ แบบนี้ นะ เรียกว่า “โตเกียว”

แถมปล่อยมุกควายกลับไปว่า “ขนมโตเกียวนี่มีขายเฉพาะที่ประเทศไทยนะ ที่โตเกียวไม่มี”


เจ้ก็ อ้าวหรอ เห้ยเจ้ ให้เกียรติความตลกกูนิดนึง

แล้วเสี้ยววินาทีนึง สมองส่วนที่กำลัง dont responding เล็กๆ ก็ประมวลได้ว่า เจ้แม่งต้องฟังคำว่า

“โตเกียว” ของเราไม่ออกแน่เลย 555 ว่าเป็น Tokyo ถึงได้อิ๊กนอร์มุกกูเช่นนี้

หรือควรจะรีรันว่า โทเคียว หรือ โทคิโย ไหมวะ


หมดกัน เสียเซลฟ์จริงๆ

เจ้ฟาริสา กำลังเรียน ป.โท อยู่ที่ไต้หวัน อายุเท่าไหร่ ส่วนเจ้ เดวี อายุเด็กกว่าเราสองปี คุยกันโน่นนั่นนี่ เราก็เข้าใจมั่งไม่เข้าใจมั่ง ก็พยายาม


เอาจริง การได้เพื่อนนี่ก็เป็นสิ่งที่ไม่ได้คาดคิดไว้นะ รู้สึกอบอุ่นเหมือนมีคนก่อกองไฟบนรถเมล์นึดนุง


เราก็คุยกันมาตลอดทางด้วยความรู้งูๆ ปลาๆ สกิลอันง่อยเง่า สรุปว่า นางจะไป batu ferringhi  นางถามเราว่าไปมาหรือยัง


เราบอกยังเล้ย ในใจคิดมันคืออะไรวะ


นางบอก Beach Beach



Batu Ferringhi คืออะไรวะ ในใจคิดไปถึง Fort Cornwallis แบบเมื่อเช้าหรือเปล่า ไอ้ป้อมปืนแบบใหญ่นั่นหรือเปล่าวะ หรืออะไร ร้อนนะ เอาแบบเย็นๆ ได้ไหม


ตอนแรกเราก็เอ๊ะ นางด่าเราบิชทำไมวะ กูก็สภาพกรังขนาดนี้ ไม่น่าจะบิชนะ กว่าสมองที่แรมน้อยจะประมวลได้ว่า

อ้อออออ อิโง่  beach

กว่าจะนึกออกก็น่าจะสักรถเมล์วิ่งกิโลนึงมั้ง


เราก็เลยบอกว่า ขอไปด้วยได้ไหม นางทั้งสองก็เซเยส ยินดีปรีดา เย่ๆ โกทูเก้ตเตอร์


เราและเพื่อน (อาาาห์ พูดแบบนี้แล้วรู้สึกปลอดภัยจุง) นั่งรถกลับมาลงที่ ตึก Komtar เพื่อที่จะต่อรถไป Batu Ferringhi


พอไปถึง Komtar เจ้แม่งก็ไปถามๆๆ เจ้พูดมาเลได้ ว่าจะไป Batu Ferringhi นี่สายไหน เห้ย สบายเฉย นี่ก็อยู่ดีๆ มีคนพาเที่ยว


เราขึ้นบัส 101 เป้าหมายไปลงที่ Batu Ferringhi เลย





11. รอเพื่อนละหมาดครั้งแรก


รถบัส 101 วิ่งออกจากเมือง มาได้ซักพักก็เป็นช่วงที่วิ่งริมทะเลอย่างไกล ได้ข่าวมาว่า มันถูกเรียกว่า Miami Beach (ขนาดนั้นเลย)


แล้ววิวก็สวยเลยทีเดียว ผ่านริมทะเลช่วงที่เป็นโขดหิน ลัดเลาะเรื่อยมาก ฝั่งที่เป็นคล้ายๆ จะเป็นคล้ายๆ ป่าชายเลน แล้วก็มาถึง ชายหาด


เยยยยยยยย


สำหรับเรา Batu Ferringhi คือที่ๆ ไม่ได้ แพลนมาก่อนเลย เรารู้สึกฟินมากตั้งแต่ได้รู้ว่ามาแล้วด้วยซ้ำ

มันเหนือความคาดหมาย ทั้งสถานที่ และมิตรภาพ


เราเองไม่เคยมีเพื่อนเป็นอิสลามมาก่อน แล้วเราก็ไม่รู้ด้วยว่าเขาละหมาดกันเวลาไหน แต่พอรู้ว่ามันมีหลายครั้งในหนึ่งวัน


พอลงรถบัสปุ๊บ ฟาริสาบอกว่า จะขอตัวไปละหมาดก่อน เราจะไปชายหาดก่อนไหม หรือว่าเราจะรอโกทูเกตเตอร์ เราบอก เห้ยเรารอได้ (ยังไม่รู้)


ก่อนเข้ามัสยิด ตรง Batu Ferringhi เราก็ถามก่อนว่า เราเข้าได้ไหม เพราะจำได้ว่า ตอนไปมัสยิด Jamek เราเข้าไม่ได้นะ นางก็บอกว่า เข้าไปได้ แต่ไม่สามารถเข้าไปข้างในได้ เราก็โอเค เรารอได้จ้าาา


เราเห็นนางไปล้างมือ ล้างเท้า ทำความสะอาดก่อนเข้าไป ก็เป็นมุมที่เราไม่เคยรู้มาก่อนเลย ว่าเค้าทำอะไรบ้าง


เรานั่งรออยู่ที่ม้าหิน

ย้อนกลับไปถึงสภาวะอากาศของวันนี้ วึ่งร้อนสัดหมา ร้อนแบบหนังหน้าไหม (ทำให้ต้องพ่ายแพ้จากวัด Ke lok si)


นั่งอยู่ที่ม้าหิน ม้าหิน ม๊าาาาหิ๊นนนนนนนนนนน

แม่งร้อนสาดดดดด

ร้อนแบบตูดสุก

ดาร์คคคคคพัง

ร้อนมากกกกกกกกกกกกกกกกกก


แล้วกุจิไปนั่งที่น๊าายยยยยยย

มีม้าหินตัวเดียว


ผุดลุกผลุดนั่งอยู่ยังงั้น

ลองนึกภาพเบคอนที่ถูกวางลงบนเตาหมูกะทะร้อนๆ แล้วก็มีควันปุดๆ พวยพุ่งขึ้นมาก อาห์

ซ๊าดดดดดดดด์


รออยู่นานมาก นานม๊ากกกกก นานมาก ลุกๆ นั่งๆ ลุกๆๆๆๆๆๆ นั่งๆๆๆๆ โอยยยย

นี่มันบาปจากการกินหมูกะทะใช่ไหม


ในที่สุดฟ้าก็มาโปรด เจ้ทั้งสองเสร็จแล้ววว อาาาห์ ฟิน ตัวสั่นเทา





12. Lets go to the sea


ถัดจากมัสยิดมานิดเดียวก็จะเป็นทางเดินเข้าสู่ชายหาด Batu Ferringhi  มีร้านค้าเต็มสองข้างทาง ให้นึกอารมณ์หัวหินเอาไว้ เหมือนมาก


ความน่ารักของประเทศนี้ไม่ว่าจะอยู่ในห้าง ริมทะเล ตามถนนหนทาง น้ำดื่มและอาหารก็ไม่ได้มีทีท่าว่าจะอัพราคา (เท่าที่เจอด้วยตัวเอง) เป็นบ้านเรางี้ซื้ออะไรก็แพงไปหมดอะ ถ้าลองได้ชื่อว่าเป็นสถานที่ท่องเที่ยวแล้ว


แวบแรกที่ได้เหยียบทรายที่นี่ อื้อหือ หยาบมาก ทรายเม็ดใหญ่เม้กกกกก

ซึ่งเรากำลังทำหน้ายุ่ยอยู่กับไอ้ทรายเม็ดเกือบเท่าทรายก่อสร้างนี่

ก็หันไปเจอเจ้ฟาริสา กับลังก้าวกระโดด อย่างลั้ลลา บันเทิงเริงใจกับชายหาดสุด

แถมนางยังครางออกมาทุกสองสามนาทีว่า


I love the beach <3

พร้อมดวงตาอันเปล่งประกายวิ๊งๆ สุด


หันไปทางเจ้เดวี ก็กำลังสนใจอยู่กับไอ้ Parasailing

ไอ้ที่มันเหมือนร่มที่โดดร่มแล้วมีเรือลากอ่ะแหละ

ตอนแรกก็คิดว่าเจ้คงจะสนใจเฉยๆ ไปๆ มาๆ นางจะขึ้นจริงๆฮะ

แล้วนางใส่กระโปรงแบบส่าหรี่สไตล์ ผ้านิ่มๆ ลื่นๆ ยาวๆ บานๆ ย้วยๆ แต่สวมกางเกงเลกกิ้งข้างใน


เราก็ไม่กล้าถ่ายรูป แต่ดูแล้วโคตรขำ เอาเป็นว่าถ้าเราแต่งตัวแบบนาง กูไม่ขึ้นเด็ดขาดอ่ะ


ไอ้ Parasailing นี่มันก็มีสองแบบ ไปคนเดียว กับไปสองคน เจ้เดวีไปคนเดียวฮะ

เพราะว่าฟาริสา ส่ายหน้าจนหัวคลอน


นางหันมามองหน้าข้าเล็กน้อย ไม่นะ แค่เห็นกูก็เยี่ยวเหนียวแล้วอินาง


สรุปนางบินเดียวค่ะ


fly like a g6


ช่วงนางเทคออฟบอกให้ฟาริสา ถ่ายวิดิโอนางไม่ยอม มันมีช่วงแบบเรือลากไป แน่นางยังไม่พร้อม เอาเข่าสแครชพื้นด้วยท่าเทพธิดาไปเกือบยี่สิบเมตร


แต่แล้วก็ได้ขึ้นไปอย่างสวยงามสมใจเจ้เดวี เรือนี่ก็ลากนางไปวนหนึ่งรอบครึ่งวงกลมรัศมีRประมาณ 30 เมตร กินเวลาสิบห้านาทีได้


ขาลงคือสิ่งที่ลุ้นสุด เพราะเจ้เดวีจะต้องดึงเชือกเพื่อเลี้ยวเข้าชายหาด แล้วเรือเขาจะชะลอ เพื่อให้เจ้ได้แลนดิ้ง


ขาลงนั้นเจ้เดวีสง่างามสุด ลงได้ซอฟต์ที่สุดเท่าที่นั่งมองคนอื่นๆแล้ว แต่เจ้ก็ยังคงคอนเซ็ปต์ลงด้วยท่าเทพธิดาเช่นเคย


พอลงมา เราเลยแซวว่า อีกรอบไหม


นางพูดว่าสุดยอดมาก ประมาณ ห้าหมื่นครั้งได้


หลังจากเสร็จกิจเราก็กะว่าจะไปเดินเล่นริมชายหาดแล้วก็นั่งชมพระอาทิตย์ตกดิน


สำหรับชายหาด ก็คงคอนเซ็ปต์เหมือนชายหาดบ้านเรานี่แหละ ขี่ม้า Parasailing บานานาโบ้ท โดนัทโบ้ท เจ็ทสกี เต็มไปหมด


เอ้อ มีโชว์งูด้วย แต่ไม่ได้เป่าปี่ล่องูนะ เป็นบังลุงถือตระกร้าหวายมา แล้วก็เอางูออกมาเลื้อยพันคอ งูลายดำปล้องเหลือง แล้วประมาณ ใครถ่ายรูปก็เสียตังให้แกไรงี้


เรานั่งกันที่ชายหาด ตอนแรกเรานั่งพื้น แล้วเจ้เดวีไปลากเก้าอี้ผ้าใบมาให้

ซึ่งเราด้วยนิสัยคนไทยอ่ะ คิดว่า ถ้ากูนั่งเก้าอี้ห่านี่กูโดนเก็บตังค่านั่งแน่นอนอ่ะ


ซึ่งผิดคับ ที่นี่เก้าอี้นั่งฟรี มึงจะนั่งจนรุ่งเช้าอีกวันก็ฟรี

เรายังบอกกับเจ้ๆ เลยว่า นี่ถ้าบ้านเราเสียตังนะ นางบอกที่อินโดก็ฟรีหมด


เอ้อ ความรู้ใหม่เลย


ด้วยความที่พี่เคยเจอทะเลที่สวยกว่านี้มาเยอะ บาตูเฟอริงกิ ก็ไม่ได้ประทับใจในแง่ความสวยงามสำหรับเราเท่าไหร่นะ แต่ประทับใจด้านความสุขกับเพื่อนต่างถิ่น และการได้มาอย่างเหนือความคาดหมายเนี่ยอ่ะเต็มๆ


ใครจะไปคิดวะ ว่าจะได้มาทะเลเฉย ถ้าไม่เจอเจ้สองคนนี้ ป่านนี้เราไปนั่งตากแอร์ที่ Komtar แล้วก็หารถบัสเรากลับ KL แล้ว


ในฐานะตัวแทนของคนไทยทั้งประเทศดิชั้นก็เลยบอกว่า นี่อ่ะ ที่ประเทศเรามีทะเลสวยๆ มากมายเลยนะ

นางบอกนางอยากไปภูเก็ต บลาๆ


เราอยู่กันจนพระอาทิตย์ลับขอบฟ้า ซึ่งเราก็ไม่ได้ถ่ายรูปสักเท่าไหร่ เพราะแบตเรากำลังจะหมด เครื่องเรากำลังจะตายยยในอีกไม่ช้า ไม่มีโทรศัพท์นี่แย่นะ


ต้องกลับไปคุยกับเพื่อนในจินตนาการอีกแล้ว



ฟาริสาก็ชวนไปกินข้าว ซึ่งเรายังไม่หิวเลยซักกะนิ๊ด เราก็เอา แดกก็แดกจ้า

ฟาริสาชอบอาหารไทยมาก นางบอกนางกินได้ทุกอย่าง คืนนั้นนางก็สั่งข้าวผัดต้มยำกุ้ง ในขณะที่เรา play save ด้วยการแดกสเต็กไก่ชีสซัมติง


อยากจะบอกว่าสองนางกินเก่งมาก กินหมดจานแบบเกลี้ยงจนเราอาย ทั้งที่อ้วนกว่าสัก 0.9 เท่าได้ แต่กินไม่หมด ไก่แม่งใหญ่มากจริงๆ ความรู้สึกแน่นอกเหมือนแดกไก่ตอนไปคนเดียวทั้งตัว


หลังจากกินเสร็จเราก็มาเดิน Batu Ferringhi  night market กัน เลียบริมถนน miami beach นั่นแหละ นึกอารมณ์เชียงใหม่ไนท์บาซ่า ส่วนของที่ขายก็ไม่แตกต่างกัน กระเป๋าก๊อบ หูฟังก๊อบ น้ำหอมก๊อบ นาฬิกาก๊อบ สารพัด


ไม่รู้แม่งใครเป็นต้นแบบตลาดที่ขายของพวกนี้วะ โคตรไร้สาระเลย ตลาดยาวมาก เดินแล้วเดินอีกก็ยังไม่จบ สักพัก เจ้เดวี เดินไปถามบังคนนึง

นางจะไปละหมาดอีกรอบจ้า โอเค รอบนี้มีภูมิคุ้นกันแล้ว รู้แล้วว่าจะนานประมาณไหน แล้วจู่ๆ ฝนก็ตกลงมาจ้า ดีนะที่มีที่ร่มหลบฝนได้


ระหว่างรอนั้นด้วยความน่ารัก ก็มีบังมาพูดว่าอะไรไม่รู้

เดาว่ามันคงจะบอกว่า มายืนทำอะไรตรงนี้ (หน้าไม่มุสลิม)

เลยบอกว่า มารอเพื่อน

ซึ่งเห็นมันก็ทำหน้าเข้าใจ 55555


สักพักใหญ่ๆ นางก็เสร็จภารกิจทางศาสนา เราก็เดินทางมาที่ป้ายรถเมล์ เพื่อขึ้นรถกลับ Komtar


จริงๆ ตอนก่อนที่จะออกมาบาตูฟอริงกิ เจ้แกรอบคอบมากพาเราไปซื้อตั๋วบัสกลับ KL ไว้แล้ว ที่ Komtar รอบเที่ยงคืน ราคา38 ริงกิต คนขายบอกให้มารอตอนห้าทุ่มนะ อย่าเลท


เจ้ๆ ก็วางแผนว่าจะนอนบัส ซึ่งตรงกับแผนเราเฉย


เออ แล้วเราก็ไม่รู้มาก่อนเลยว่า เราจะสามารถไปซื้อตั๋วกับเอเย่น ตรง  Komtar แล้วก็รอขึ้นรถตรงนั้นได้เลยได้ เห้ย แม่ง ทำไมไม่มีคนเคยรีวิวเรื่องนี้วะ

นี่แม่งคือเรื่องที่ยิ่งใหญ่นะ เป็นเรานี่แบบก็พยายามจะไม่เดินเข้า shop ป่ะ เพราะว่ากลัวจะโดนหลอกโก่งราคางี้



คือถ้าเรามาคนเดียวคงจะต้อง หารถจาก Komtar ไป Sungai Nibong Bus Terminal อีกที ก็เค้าเป็นคนซื่อและอยู่ในกฏระเบียบ จะขึ้นรถก็ต้องไป Bus terminal สิ ถูกปะ


ถือว่าโชคดีมาก ที่เจอเจ้ๆ จริงๆ


เที่ยงคืนปุ๊บ รถก็มา





13. กลับเข้า  KL


ZZZZZZzzzz……


ขึ้นรถปุ๊บก็เปิดทำการแสดงกันทั้งสามคน ไม่มีใครพูดจา เพราะวันนี้เหนื่อย และร้อนมากทั้งวัน

แถมน้ำก็ยังไม่ได้อาบด้วย


รู้สึกตัวประมาณสองครั้งได้ ลืมตามามองเห็น Super Moon พอดี ตอนที่อยู่ที่บาตูเฟอริงกิ มองไม่เห็นเพราะว่า ฝนตกพรำๆ


ตื่นครั้งสุดท้ายตอรรถบัสเลี้ยวเข้า KL Sentral


ตอนที่ยังอยู่ Komtar  เราถามเจ้เดวีแล้วแหละ ว่าบัสไปลงไหน Puduraya ใช่ไหม

นางบอกว่าใช่


ใจเรายังแบบ ไอห่า ถ้าให้กูไปลง Puduraya คนเดียวนี่ไม่เอานะ ยอมเดินออกมานั่งรอให้เช้าข้างถนนอ่ะ


พอรถเลี้ยวเข้า KL Sentral เราก็ดีใจ เห้ยย ลงนี่ดิ ที่นี่คือ Center ของทุกสิ่งอ่ะ แล้วก็มีของกิน มีที่ชาร์ตแบต สวรรค์ชัดๆ


แต่ก็ไม่รู้เจ้ๆ จะลงไหนกัน


เจ้สะดุ้งตื่นมา ตามเสียงคนขับบอกว่า KL Sentral แล้ว แล้วนางก็บอกว่าเราลงนี่แหละ

แหม ไอ้กูแทบจะเวฟเลยทีเดียว


เดวี เจ้าทำสิ่งที่ถูกต้องแล้ว!


ตอนนั้นน่าจะสัก ตี 5 ได้ ฟ้ายังมึดมาก ตอนแรกมโนว่า KL Sentral จะเปิด 24 ชั่วโมงซะอีก ไปที่นั่นยังปิดหมดเลย ทุกสิ่ง เพราะว่าโดยเฉลี่ยแล้ว รถไฟแทบทุกแบบของที่นั่นจะปิดประมาณสี่ทุ่มถึงเที่ยงคืน


พอเดินเข้ามาปุ๊ป เจ้ทั้งสองก็ขอตัวไปละหมาดก่อน เราก็ ตามสบายจ้า กูขอไปขี้หน่อย


ตอนแรกก็เดินไปหาห้องอาบน้ำ พบว่าที่นี่ไม่มีห้องอาบน้ำ มีแต่ห้องน้ำเฉยๆ ก็เลยเปลี่ยนเสื้อ แล้วก็ล้างหน้า แปรงฟัน


เจ้ฟาริสา ละหมาดเสร็จเดินเข้ามา พร้อมอุปกรณ์อาบน้ำ เห้ย เจ้จะอาบยังไง แม่งมีแต่ที่ฉีดตูด


สรุปเจ้อาบน้ำด้วยที่ฉีดตูด ฟรากกกก จิตใจอำมหิตมากกกก

ไอ้เราว่าเป็นคนง่ายๆ ยังไงก็ได้ นี่ให้อาบที่ฉีดตูด ที่มันฉีดอะไรมาแล้วบ้าง เปื้อนอะไรมาบ้างที่เราไม่รู้นี่ทนไม่ได้จริงๆ ยอมไม่อาบน้ำอ่ะ


(ซึ่งปกติมึงก็ไม่ค่อยอาบน้ำอยู่แล้วนิ)


เจ้ออกมาจากห้องน้ำด้วยท่าทางที่สดชื่นสุด ขุนเขาสุด เราเดินออกไปชาร์ตแบตมือถือ ด้านบนของ KL Sentral จนเจ้ๆ ตามหากัน


เอาจริงๆ เลยตอนแรก เราก็กะจะเทเจ้ๆ นะ เพราะว่า เราขี้เกียจรอนางละหมาดอ่ะ มันนาน แม่งดูผิดกฏการท่องเที่ยวของเราที่บอกว่า เราไม่ต้องการรอใคร


แต่สุดท้ายจิตใจฝ่ายดีก็ขนะเลยเดินกลับไปหานาง…


นางบอกว่า นางอยากไป KL Gallery เพื่อ Register การท่องเที่ยวอะไรซัมติงที่นั่น ไอ้เราก็ฟังไม่ค่อยรู้เรื่อง


แต่นางทั้งสองยังไม่เคยมา KL เลย

ดั้งนั้น เราเลยต้องเป็นผู้พานางไป อยู่ดีๆ ได้เป็นไกด์เฉย




14. จากหลงทางกลายเป็นนำทาง


ใครจะไปรู้ว่า นี่กูมา KL จนกูพาคนอื่นเที่ยวได้แล้วหรอ

เราพานางไปขึ้นรถไฟ LRT เพื่อที่จะขึ้นรถไฟ ไปลง มัสยิด Jamek

เพราะ KL Gallery เนี่ย มันอยู่ไม่ไกลจาก Jamek แล้วมันก็จะต้องผ่าน จตุรัสเมอเดก้า แล้วก็ที่โปรดของเรา ตึกสุลต่าลอับดุลซามัด


แต่เรามันความจำสั้น ไอ้คราวที่แล้วนี่ก็เดินหาอย่างนาน

บางคนที่จำได้ว่าคราวก่อนเราคอนเสิร์ตแคนเซิล ทำให้ต้องมาเที่ยวKL นี่แหละ แล้วเที่ยวแบบไม่มีแผน คือ ไปที่สถานนีไหน แล้วมันใกล้อะไร กูไปอันนั้น


ตอนนั้นก็ยังหน่อมแน้ม ไม่กล้าถามอะไรใครเขาเท่าไหร่ เดินหลงอยู่ที่จาเม็คนานมากกกกกกกกกกกกกกก


ซึ่งนั่นเอง แม้ว่าเราจะเคยมา KL Gallery แล้ว มันก็ไม่ได้แปลว่า เราจะไม่หลง


5555555555555555


เพราะหนึ่ง ความจำเราสั้นมาก


และสอง เราหลงทางคราวที่แล้ว


มันทำให้เราสับสนว่า เราจะต้องเลี้ยวไปทางไหนวะ ถึงจะถึง แล้วมันเหี้ยตรงที่ ถ้าพาเจ้หลงนี่คืออายมาก


จะเปิด Google map ไปด้วย ก็อย่างที่เคยบอกไป ไอ้แอพห่านี่ มันต้องหลงก่อน ถึงจะไปถูก


ดังนั้น เอาความคุ้นเคยนี่ล่ะ


ออกจาก jamek ก็กึ่งเดินกึ่งวิ่งนำหน้ามาเลยจ้า แบบกลัวพลาดมาก สรุป เอ้าถูกนะครัช

คราวที่แล้วมาตึกสุลต่านอับดุลซามัดประมาณสิบโมงได้ ฝนตกหนักมาก

เล่นมิวสิควิดิโอสุด มาวันนี้เพิ่งได้ชมความงามเต็มๆ แต่นึกในใจว่า ก็ยังชอบบรรยากาศแบบฝนตกวันนั้นมากกว่า อารมณ์มันได้


ฝั่งตรงกันข้ามตึกสุลต่านอับดุลซามัด ก็คือจตุรัสเมอเดก้า ถัดจากจตุรัสเมอเดก้าเข้าไปก็คือเสาธงที่เคยสูงที่สุดในโลก


มาคราวที่แล้วฝนตก ก็เลยฟีบเราเข้าใจ แต่มาวันนี้ฝนไม่ตก ก็ยังฟีบ คงไม่มีบุญจะได้ดูธงปลิวไสวจริงๆ


หลังจากเลยเมอเดก้า ก็พาเจ้าเข้า KL Gallery เห็นนางไปสอบถามอะไรก็เค้าท์เตอร์ เราก็เลยเดินเข้าไปชมนิทรรศการก่อน ข้างในก็ดูคล้ายๆ จะเหมือนเดิม มีแต่ห้องแสดงผลงานอาร์ตที่เปลี่ยนไป คราวที่แล้วเป็นภาพเขียนสีน้ำมันนิทานพื้นบ้าน คราวนี้เป็นชุดแต่งงานจากกระดาษ


เราเดินขึ้นไปชมเมืองจำลองชั้นสองทันที และเป็นคนแรกของโชว์วันนี้ด้วย ที่สำคัญดูคนเดียวด้วย

ใครที่เคยมาที่นี่คงจะนึกออก ว่ามันจะเป็นแสงสีเสียง บนโมเดลพลาสติก ซึ่งจำลองเมืองกัวลาลัมเปอร์ทั้งเมือง

แถมครั้งนี้ วิชวลต่างจากครั้งก่อนมากด้วย ฟังทันบ้างไม่ทันบ้าง


ได้ยินว่า มาเลเซียกำลังจะสร้างรถไฟความเร็วสูง ตรงไปยังสิงคโปร์ โดยจะใช้เวลาแค่ 90 นาที

กรีสสส แต่ราคาก็ไม่รู้จะกรีสสกว่ารึเปล่านะ ตอนนี้แค่ Klia express ก็ขนหัวลุกและ 5555


ที่มาเลเราว่าดีอยู่อย่างนึง ตรงที่เขาพยายามสร้างจุดเชื่อมต่อการคมนาคม อาทิ TBS สถานีขนส่งสายใต้ของมาเล ก็จะเชื่อมต่อกับรถไฟ LRT (บีทีเอสบ้านเขา) แถมด้านล่างยังเชื่อมต่อกับ รถไฟ Monorail อีก


หรืออย่าง Puduraya   ขนส่งสายตะวันออก ที่น่ากลัวๆ นั่น ก็ห่างจากสถานี  playza rakyat แค่ 200 เมตรได้ แม้ทางเดินจะน่ากลัวไปหน่อย


KL Sentral นี่ไม่ต้องพูดถึงนะ เชื่อต่อทั้ง Klia transit, Klia expree, LRT, KTM Komuter รถบัส


แล้วมาดูกันที่ของประเทศเราคับ หมอชิต แตกต่าง ไม่เชื่อมต่อกับรถไฟฟ้าเหี้ยอะไรทั้งนั้น มีแต่แท็กซี่และวินมอไซค์คอยหลอกแดกตัง


ขนาดลงBTS หมอชิต แม่งยังไม่ติดหมดชิตเลย ฝรั่งคงงง แล้วแม่งไกลแบบเดินไปไม่ได้ด้วยนะ เจริญ


ขนส่งสายใต้บ้านเรานี่ไม่ต้องพูดถึง เลยมาอีกนิดก็นครปฐมแล้ว


ยอมรับเลย ว่าฝรั่งที่มาแบ็คแพ็คที่เมืองไทยเนี่ย แม่งโคตรเก่ง แล้วต้องทำการบ้านเยอะมากๆ


เอ้า แล้วมึงมาบ่นอะไรเนี่ย ต่อๆ


หลังจากเราชม KL Gallery เสร็จเราลงมาเจอเจ้ นางก็พยายามจะให้เรา Register ใบอะไรสักอย่าง ประมาณว่า เป็นใบที่กรอกไว้เพื่อที่จะได้ขึ้นรถเมล์สายท่องเที่ยวฟรี โดยอีรถนี่ ถ้าจำไม่ผิด จะมีสองสี สีแดง กับสีม่วง จะวิ่งไปจอดตามจุดต่างๆ ที่เป็นสถานที่ท่องเที่ยวใน KL


แต่เรามีแผนว่าจะไป Batu cave อ่ะ แล้วเราก็ไม่อยากนั่ง Bus ด้วยอ่ะ อยากแบบนั่งรถไฟไป โน่นนั่นนี่

เราก็เลยบอกว่า งั้นเราไม่ไปด้วยนะ เรามีแผนจะไป Batu cave และ ปุตราจายา


เราก็เลยร่ำลากัน จริงๆ ก็ไม่อยากทิ้งพวกนาง แต่ว่าถ้าไปบัส มันก็จะไปแต่ที่ๆ เรากะจะไปตอนเย็นๆ อย่าง china town, Petronas, KL tower


เอาจริงๆ เราก็อยากคงคอนเซปต์การเที่ยวคนเดียวแล้วก็ขี้เกียจรอพวกนางละหมาดด้วยล่ะ เลวเนาะกู


เราร่ำลากัน เออ ไม่คิดว่า เราจะได้เจอมิตรภาพที่ดีขนาดนี้นะ รู้สึกว่าตัวเองโชคดีมากจริงๆ ที่ได้เจอเจ้ เจ้ๆ เป็นก้อนความสุขก้อนใหญ่ๆ ในทริปนี้เลย ตอนกอดต้องฮึบน้ำตาเลย อาย กลัวร้องไห้




15. Batu cave และ Putrajaya


รู้แค่ว่าถ้ำบาตูเนี่ยนั่งรถไฟไปได้ แต่ไม่รู้นะ ว่ามันมีอะไร ทำไมต้องไปนะ จริงๆ ตอนนั้นยังเช้ามากเลย สักเก้าโมงได้ อากาศยังไม่ร้อนเท่าไหร่ หลังจากพบว่ามันต้องไปด้วยรถไฟ KTM Komuter ดิฉันก็เข้ามาที่ KL sentral ทันที


ค่าตั๋วไป  Batu cave นี่แค่ 2 ริงกิต นั่งไปเลยสุดสาย

เรามีแผนที่แสดงเส้นรถไฟอยู่ รวมทุกยี่ห้อ เรียกว่า ดูง่ายและครบครันสุด แต่มันไม่มีถ้าบาตูในนั้น เราก็เอะ ยังไง มาถูกป่ะเนี่ย แต่ตอนซื้อตั๋ว เจ้ส่าหรี่ ก็ไม่ได้บอกว่าอะไรนะ


สรุปคือ เป็นสถานี่ที่สร้างต่อมาอีก 4 สถานี ทำให้ยังไม่มีในแผนที่ที่เราถืออยู่


ณ จุดนี้ รู้สึกชนะอีกนิดนึง 5555 ไม่รู้ทำไม แบบนี่กูมาที่ๆ ยังไม่มีในแผนที่นะเว้ย

แผนที่ที่มั่นใจมาตลอดระยะเวลา 3 ทริป ที่ผ่านมาว่ามันเมพมากแล้ว มันแพ้ ฮิยะฮะฮ่า


นั่งหัวเราะใส่เพื่อนในจิตนาการบนรถไฟ KTM Komuter รถไฟยี่ห้อนี้ เอาจริงๆ ก็ไม่ได้เก่านะ เบาะนิ่มด้วย เราว่าก็สูสีกับ LRT ต่างกันแค่วิ่งบนดินเท่านั้น ไอ้ LRT นั่นเดี๋ยวลงมั่ง เดี๋ยวขึ้นมั่ง


ฝรั่งนั่งตรงข้ามหล่อมาก


หลังจากดูวิวข้างทางแล้วก็พบว่า นี่ชีวิตกูก็วกวนๆๆ นี่หว่า มองออกไป เห็นสถานี Pasar Seni ด้วย คือเส้นทางมันก็เหลื่อมกันไปมา ในใจยังแอบคิด หรือว่าเราจะเดินไปได้วะ

สถานนีที่เราเห็นมันตรงกับสถานีรถไฟ KTM Komuter -  Kuala Lumpur นั่นเอง สถานีสวยมากนะ ดูเรทโทรมาก แต่ว่าคนน้อยจนแทบจะดูร้าง หรือว่าตอนนี้มันไม่ Rush hour แล้ว


หลังจากนั้นความคิดที่จะเดินก็หมดไป แม่งไกลเหมือนกัน ไกลแบบมองอิฝรั่งจนเบื่อ เสือกเรื่องพวกมัน เดี๋ยวจะไปไหนอะไร คุยอะไรกัน เซลฟีกัน เอ้อ มีเราเสือกอยู่หมด


เนื่องด้วยเป็นสถานีใหม่ หรือว่ารถไฟจะเสียไม่รู้ พอเลยสถานี Kuala Lumpur มาสักสองสถานี รถไฟก็จอด แล้วมีบังเดินมาบอกว่า ให้เปลี่ยนรถไฟถ้าจะไปบาตูเคฟ


เอ้า มึงเอากันง่ายๆ อย่างนี้เลยเราะ คงจะอัดเสียงโอเปอเรเตอร์ไม่ทันปะ หรืองะ

เสียดายที่ตอนเปลี่ยนไม่ได้นั่งใกล้พี่หล่อแล้ว


และแล้วเราก็ถึงบาตูเคฟ ดูสถานีเก่ามากกกกกกกกกกก

เก่าจนรู้สึกว่า เก่าขนาดนี้ ทำไมแม่งไม่มีใต Map เราวะ แม่งใช่ป่ะเนี่ยยยย

แล้วก็ได้รู้ว่า Batu cave เป็นวัดฮินดู


เอาจริงๆ เราไม่ค่อยเคยเห็นอะไรแบบนี้มาก่อน พวกรูปปั้นสิ่งศักดิ์ตามศาสนาฮินดูขนาดที่ใหญ่ม๊ากๆๆๆๆ และหน้าตาไม่ค่อยคุ้นเคยแบบลิงหน้าเป็นคน คนหน้าเป็นนก

ใกล้เคียงที่สุดกับเรื่องราวทำนองนี้ก็อยู่ในวรรณคดีไทยมั้ง


ก็รู้สึกว่าที่นี่ดูตระการตาไปอีกแบบ ตอนแรกยังสงสัยอยู่ว่า เราจะเข้าได้ไหม เพราะถ้าเป็นมัสยิดเนี่ย เราเข้าไม่ได้


พอถึงตรงหน้าบันได ก็ถึงกับลมจะจับขึ้นมาทันที บันไดสูงมาก ยาวมาก คนเยอะมาก

ฝรั่งขึ้นกันเป็นล้านคน เออ ฝรั่งขึ้นได้ กูก็ขึ้นได้วะ แต่กูขึ้นไหวหรือเปล่า ก็เท่านั้น


เออ นั่นซีโว้ยยยย ขึ้นไหวไหม

บอกตรงๆ ขึ้นบันไดยาวทำนองนี้ล่าสุดก็เขาวงพระจันทร์ ตั้งแต่สมัย ม.ต้นอ่ะ

แถมล่าสุดที่เดินขึ้นสะพานลอยหน้ามอ กูยังหอบเหมือนแบกฮิปโปขึ้นมาด้วย มันจะรอดไหมเนี่ย


จริง คนอ้วนอย่างเราควรจะวางแผนการท่องเที่ยวให้เหมาะกับภาวะสังขารเหมือนกันนะ 55555


หลังจากซู๊ดดด ลมหายใจเข้าไปเต็มปอด (ได้กลิ่นข้าวหมกไก่สูตรอินเดียด้วย เผลอทำตาปรือแปปนึง)

เราก็ขึ้นครับ ทีนี้เกิดสงสัยอีกว่า เอ๊ะ บันไดนี่แม่งจะมีทั้งหมดกี่ขั้น


เดินขึ้นไปก็นับไป นับไป นับไป นับ นับ นับ ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ  ไอ่สาดดดดด แม่งเหนื่อยกว่ากูเดินธรรมดาไปอี๊ก ไหนจะเป้ที่แบกมา ไหนจะต้องกังวลว่าจะชนคนอื่น ไหนจะกลัวลิง ไหนจะนับเลข


เออ ที่นี่ลิงเยอะมาก เป็นลิงตัวน้อยๆ ตอนแรกคิดว่าเป็นเบบี้ลิง แต่ปรากฏว่าไม่ใช่ มันตัวเท่านั้น เพราะเห็นตัวนึงให้นมลูกอยู่ก็ตัวนิดเดียว


ตัดภาพมาที่สาวเอเชียร่างท้วมที่กำลังจอด ทุกขั้นที่สามารถยืนพักได้ แล้วหอบเหมือนโรคหอบกำเริบ เหงื่อแตกพลั่กๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ พอมองไปรอบกาย เห็นฝรั่งแม่งเดินขึ้นกับเชิ้บๆๆ แบบ เห้ยมึง ไม่เหนื่อยหรอวะ


กล้ามเนื้อน่องกูนี่สร้างกรด ซิตริก ไนตริก อะไรสักอย่างจนเนื้อน่องเต้นเร่าๆๆ ยิ่งกว่าเปิด Steve Aoki อีก หัวใจยิ่งแล้ว เต้นเป็นจังหวะ moombahton


หลังจากเดินมาได้สักสองร้อยก้าว ก็พบว่า แม่งมีตัวเลขเขียนอยู่ที่ขั้นบันได โอยยยมึงงงงงง เอาความเหนื่อยล้าของกูคืนมาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาา


คนโง่ยังไงก็ยังเป็นคนโง่นะครับนะ


ได้แต่ก้าวต่อไปน้ำตาคลอเบ้า ในที่สุดเราก็เดินทางมาถึงขั้นสุดท้ายของภาพที่เห็นจากด้านข้าง สูงมากจริงๆ มองลงไปยังหวิวเลย ด้านบน มีศาลาที่มีเทพเจ้าทางศาสนาฮินดูตั้งอยู่ตามจุดต่างๆ มีบริเวณที่เอาไว้ทำพิธีกรรม เห็นมีคนนุ่งขาวห่มขาวกำลังทำอะไรไม่รู้ ไม่กล้าเข้าไปดูใกล้ๆ เท่าไหร่


แถมข้างบนลิงเยอะมาก ระดับ 3 เขาวง 4 เขาตะเกียบ 7.4 พระปรางค์สามยอดลพบุรี วิ่งกันจ้าล่ะหวั่นไปหมด


พอเงยหน้าไปปุ๊บ ถึงกับเก็บอาการปรือไม่มิด แม่งยังมีบันไดอีกครั้บ สัก 50 ขั้นได้ โอเค 50 ขั้นอาจจะดูไม่มากเท่าไหร่ แต่ขากู๊…..


เอาวะ เดี๋ยวเขาว่ามาไม่ถึง (เขาที่ไม่เคยรู้ว่าใคร)

เดินขึ้นไปก็พบว่า ด้านบนเป็นลานกว้างๆ เอ้อ ลืมบอกว่ามันเป็นถ้ำ นะ ที่เราเดินบันไดสูงๆ ขึ้นมาเนี่ยมันเป็นปากถ้ำ พอเข้ามาก็เจอพวกหินงอกหินย้อย ค้างคาว นกพิราบ และศาลาต่างๆ

50 ขั้นที่ขึ้นไปก็ไป เจอตรงจุดกลางถ้ำ ที่มีรู มองเห็นแสงสว่างจากภายนอกถ้ำ อยู่ตรงจุดกึ่งกลางเลย จะฟินกว่านี้มาก ถ้ามันไม่ได้เหนื่อยขนาดนี้


ไม่ได้ออกแรงขนาดนี้มานาน รู้สึกว่าเหนื่อยมากจริงๆ มากจนแบบ กูไม่ไหวแล้วเนี่ยยย

และตอนนั้นคือ เมื่อวานที่ไปวัดจีน ไปปีนังฮิล ไปทะเล กลับมานอนบัส จนบัดนี้ คือยังไม่ได้อาบน้ำเลยนะ

นึกสภาพเอา…


หลังจากนั่งจนหายเหนื่อย แล้วคิดว่าอยู่ให้คุ้มที่เดินขึ้นมาหน่อย ก็ตัดสินใจลง

สำหรับคนที่กำลังคิดว่ามันดีไหม ควรมาไหม มันก็ควรมา เพราะนักท่องเที่ยวเยอะมากกกกกกกกกกกก

เยอะจนแบบเดินหลบกันบนบันได แล้วข้างบนมันก็สวยทั้งตัวถ้ำ และสถาปัตยกรรมทางฮินดู


แต่ถามว่าเหนื่อยไหมก็โคตรเหนื่อย แล้วบอกเลยว่าไม่ควรมาตอนเช้าแบบเรา แม่งหมดพลังมากกกกกก

ขากลับก็กลับเหมือนเดิม คราวนี้ก็ไม่ได้มองหรอกตอนขึ้น ไปขึ้นตู้ Ladies พอดีเลย ตู้ใหม่มากกกกก ใหม่แบบได้กลิ่นพลาสติกเลย แล้วก็มีแต่ชะนี อดมองผู้เลย แหม เสียดายตรงนี้


วางแผนว่า เดี๋ยวไปชาร์ตแบตที่ KL Sentral  แล้วค่อยคิดแล้วกัน

นั่นหรือแผนของมึง 5555


อย่างที่บอกว่า เราอยากไป Putrajaya ตั้งแต่มาครั้งแรกกับเจ้น้ำแล้ว ตอนผ่านสถานีแต่ละสถานี้ เจ้น้ำก็จะบอกว่า แถวนี้มันมีอะไรๆๆๆๆ แล้วเราก็ขำมาก เพราะมันออกเสียงแบบ จย้าาาาาา ปุตราจย้าาาาาาาา


แต่มาก็หลายครั้งยังไม่ได้ไปเที่ยวปุตราจย้าาาาา ซะที ครั้งนี้แหละ

สืบเสาะจนพบว่า มันมี One ringgit Tour Putrajaya


สิบบาทเที่ยวรอบเมืองปุตราจายา พร้อมไกด์ด้วย เห้ยยยมึ้งงงง โคตรถูกกกกกกกกกกกกกกกกกก ทริปสามชั่วโมง


ปุตราจายา นี่ก็เป็นเมืองใหม่ พวกสถานที่เกี่ยวกับการปกครอง รัญสภา ศาล อะไรเทือกๆ นี้ ก็ย้ายไปอยู่ที่ ปุตราจาย้าหมดเลย ก็เลยทำให้เมืองนี้แม่งมีแต่ตึกรามที่ถูกสร้างขึ้นใหม่ แล้วเป็นสถาปัตยกรรมที่โมเดิร์นทั้งนั้น


อาาา ยิ่งพูดยิ่งอยากไป

ส่วนไอ้ One ringgit Tour เนี่ย เราจะต้องไปซื้อตั๋วที่ สถานีปุตราจายา เวลาก่อน 11 โมง เออๆ ก็น่าจะทันนะ เดี๋ยวขึ้น Klia transit ไปลง Putrajaya Cyberjaya


นั่งดูเว็ปเกี่ยวกับวันริงกิตทัวร์ อ่านไปอ่านมา… only Sat-Sun  อ้าวอิสาดดดด วันนี้วันจันทร์ อีแดงตื่นๆๆๆๆๆๆๆ


ขนหัวยังลุกซู่ว่า ดีนะที่ไม่ขึ้น Klia transit ไปแล้ว เพราะมันราคา 200 บาท


ไม่มีทัวร์ปุตราจายา แล้วไปไหนดี


เอาจริงใจหนึ่งก็โคตรเหนื่อย อยากจะอาบน้ำแล้วก็นอน แต่ใจนึงก็คิด เอ๊ะ ก็ไม่ได้มาบ่อยๆ มึงจะนอนเยอะทำไม เวลามีให้นอนอีกเป็นชาติ


อยากไป มัสยิด Putra เป็นมัสยิดสีชมพู ที่ Putrajaya นั่นแหละ คือเอาจริง ถ้าอยากไปก็ไปได้ แต่ว่าต้องไปรถเมล์ แล้วเมืองนี้มันวันเวย์ ขากลับต้องไปขึ้นอีกฟากงี้ แล้วมั่นใจว่าหลงแน่นอน


เอาไงดีๆๆๆๆๆๆ เก็บไว้คราวหน้าแล้วกัน ความเนื่อยชนะ


จริงๆ ในใจมันมีตัวเลือกที่มันเลือกไว้แล้วแหละ แต่หาเหตุผลมาประกอบให้ดูไม่น่าเกลียดเท่านั้น


หลังจากทะเลาะกับเพื่อนในจิตนาการจนแบตที่ชาร์ตจะเต็ม ก็ตัดสินใจ ไปหาอะไรกินแล้วก็ไปอาบน้ำเถอะ


ออกจาก KL Sentral สู่ Petalin Street




16. Petaling Street and backhome KL


Petaling Street อยู่ไม่ไกลจากมัสยิด Jamek เราจะต้องไปลงที่สถานี Pasar Seni แล้วจากนั้นก็เดินไป

คราวที่แล้วอยากบอกว่า หลงอยู่นานมาก


หลงอยู่ระหว่าง Petaling Street , Little India, Central Market หลงอยู่เป็นชั่วโมง แล้ววันนั้นเป็นวันหวยออก ไม่รู้จะอธิบายยังไง บังเป็นร้อยกำลังฮือกันมาแทงหวย คือตกใจมาก


และวันนี้ หวังว่า ประวัติศาสตร์จะไม่ซ้ำรอย

หลังจากลงที่สถานี Pasar Seni แล้ว คราวก่อน เลี้ยวขวา แต่คราวนี้ เลือกเลี้ยวซ้ายครับ แล้วอะไรรู้ไหม เดินตรงไป เลี้ยวขวา เลี้ยวซ้าย ถึงเฉย


เชี่ยย นึกย้อนไปถึงคราวที่แล้วคือหลงจนแบบ กูไม่เอาแล้ว จะกลับแล้ว จะร้องไห้ใน Little India แล้วนี่อะไร๊


หลังจากเดินหาของกินที่พี่พีระบอกมา เป็นปลาหมึกผัดพริกเผา ซึ่งดันเข้าใจผิดคิดว่าพี่เค้าหมายถึงที่นี่ แต่กลายเป็นเขาหมายถึงปีนังซะงั้น ว่าซี้เดินหาจนขาลากก็ไม่เจอ


หาจนแบบ โอเคกินอะไรก็ได้ที่อยากกินแล้วกัน คือปกติเป็นคนกินอาหารต่างชาติยากเหมือนกัน เพราะครั้งแรกมันไม่ประทับใจ 555555 เราก็เล็งๆ แล้วมีแต่พวกก๋วยเตี๋ยว ข้าวหน้าเป็ดอะไรงี้ ก็ไม่อยากกินเลย เลยซื้อเกาลัดแล้วก็ตัดสินใจเดินกลับที่พักดีกว่า


จอง Backhome KL เอาไว้เนื่องจากเจ้น้ำแนะนำมาว่าดี แล้วมันอยู่แถวๆ Jamek ไม่ไกลจาก Petaling นี่แหละ ก็เลยเดินไป


Backhome KL เป็นโฮสเทลที่น่ารัก เก๋ไก๋ สไลเดอร์สุด มีมุมนั่งอ่านหนังสือ มุมกินข้าว ที่คูลมาก เรียกว่าถ่ายรูปมาอวดชาวบ้านได้เลยอ่ะ บรรยากาศดีเกินโฮสเทล ราคาเบ็ดเสร็ดอยู่ที่ไม่ถึงห้าร้อยเอง

วันนี้ได้นอนเตียงล่าง


จากการพักที่โฮสเทลขึ้นชื่อทั้งสองที่มีรีวิวดี พบว่า เจ้าหน้าที่ฟร้อนท์ ภาษาอังกฤษดีมาก ดีมากระดับที่กะเหรี่ยงอย่างเรางงแตก งงแบบ หื้มมมมม อัลลลลลลลายยยยน๊ะ


จากนั้นก็แอ๊บทำหน้าเข้าใจ


มาถึงก็อาบน้ำ อาบน้ำ อาบน้ำเสร็จก็เกิดอยากจะนอนขึ้นมาซะงั้น

เนื่องด้วยวันนี้เหนื่อยจริงๆ เหนื่อยแบบโคตรเหนื่อยยยยยยยยยยยยยยย


พอจะกลับใจก็มันก็คิด มันใช่ที่ๆ เราจะมานอนกลางวันป่ะวะ ออกไปข้างนอกสิไป๊


รู้ตัวอีกที ก็มาอยู่ KLCC




17. พบรักปากซอย KL Tower


หิวมากเนื่องจากยังไม่ได้กินอะไรเลย นอกจากเกาลัดครึ่งโลที่ซื้อมาจาก Petaling แล้วไม่รู้เป็นเหี้ยอะไรไปไหนต้องซื้อเกาลัด


ถึงจะเคยมาแล้วสองครั้ง แต่ก็ลืมจนได้ คิดว่าเอาเองว่าเมื่อออกจาก LRT เราจะโผล่ขึ้นมาที่ Suria เลย แต่ไม่ใช่คับ (หรือเราออกประตูผิด) ดันไปออกอีกฝั่งนึงที่เป็น Avenue K แทน แล้วก็ยังไม่รู้ตัวว่าไม่ใช่ เดินหา food court ก่อนเลย แล้วปัญหานอกจากที่ไม่รู้ว่าผิดแล้ว คือ หา Food court เท่าไหร่ก็หาไม่เจอ หาๆๆๆๆๆๆๆๆ หาๆๆๆๆๆๆๆ หาๆๆๆๆ โอ้ยย ทั้งเมื่อยและหิวววแล้วนะเว้ยยย แล้วก็ลองดูในแอพ เอ้าห่า

นี่ไม่ใช่ Suria นี่หว่า


โอเค เดินข้ามถนนออกไป Suria แล้วก็หาาาาๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ ต่อ หาๆๆๆๆๆๆ ในที่สุดก็เจอมันชื่อ Rasa …… อะไรสักอย่าง จำไม่ได้ เพราะพอหาเจอก็ถลาเข้าไปหาไรกินเลย


พอกินเสร็จก็ว่าจะออกมาถ่ายตึกแฝดตอนยังมีแสงซะหน่อย แต่พออกมาก็พบว่าฝนตกหนักมาก

หนักแบบเดินออกไปไหนไม่ได้


ไม่มีครั้งไหนที่มามาเล แล้วไม่เจอฝนตกเลยสักครั้ง


หลังจากยืนรออยู่สักพักมันก็ไม่มีทีท่าว่าจะหยุด


ในใจเรามีแผนแหละ ว่ากินข้าวเสร็จจะไป KL Tower (Menera Tower) เพื่อชมวิวเมือง KL ทั้งเมืองยามค่ำคืน


เลยลองถามยามดูว่าพอที่จะเดินไปได้ไหม ดูจากแอพน่าจะเดินได้นะ ยามบอกว่า เดินไปไม่ได้หรอก ไกล ให้ขึ้น รถบัสฟรีแทน


โอเค วิ่งฝ่าออกมากตรงป้ายรถเมล์หน้า Suria  ฝนก็ยังตกหนักมาก เห็นรถบัส Go KL มา ซึ่งเป็นรถฟรีที่จะไปจอดตามจุดต่างๆ รอบ KL


เห็นรถก็ขึ้นไปเลย เป็นรถสีม่วง พอขึ้นไปปุ๊บก็ถามคนขับก่อนเลยว่า ผ่าน KL Tower ไหม

พี่บังบอกว่าผ่าน แต่ต้องเดินเข้าซอยเองนะ


ฝนยังไม่มีทีท่าว่าจะหยุด

บัส Go KL จอดให้เราลงตรงโรงแรมคอนราดถ้าจำไม่ผิด ฝนก็ยังตกหนักมาก เราเดินมาตามฟุตบาธ โชคดีที่มันมีหลังคาตลอด


ถึงตรงแยกที่จะต้องเลี้ยวไป KL Tower แล้ว


ขณะที่กำลังยึกยักว่าใช่เลี้ยวนี้หรือเปล่าวะ


ก็พบเจอหนุ่มบังคนนึงทักว่า


“เราเป็นเพื่อนกันได้ไหม?”


หื๊มมมมมมมม?


โอเค เขาทักมาเราก็ต้องคุย แล้วเราก็เดินไปไหนไม่ได้ เพราะฝนมันตกหนักมาก

ระหว่างนั้นก็ต้องทำตัวเป็นทูตสันธวไมตรี พูดคุยกับพี่บังด้วยประเด็นสารพัด

ตั้งแต่เรื่องส่วนตัว เรื่องการงาน เรื่องท่องเที่ยว เรื่องฝนฟ้าอากาศ


ฝนก็ไม่ได้มีทีท่าว่าจะหยุด พี่บังก็ไม่ได้มีทีท่าว่าจะจากกูไปไหน

เออ เอาจิง คือมีความเครซี่บังส่วนหนึ่ง แต่ไม่ใช่บังคนนี้


อ้อ ลืมบอก ชื่อพี่ข่าน พี่แกบอก ข่าน เค เอช เอ เอ็น ฟอร์ม ปากีสถาน

นั่นไง


ผิดทาเก็ตพี่ พี่เลิฟบังมาเล นอทปากี


คือถ้าฝนยังไม่หยุดมันต้องชวนกูคุยเรื่อง ตลาดหุ้น ราคากุ้งกุลาดำที่ราคาตก มูลค่าการส่งออกของประเทศไทย ค่า  GDP มวลความสุขของคนในชาติ ไปจนถึงชวนคุยเรื่องเนื้อเพลงเราจะทำตามสัญญาของ คสช. แน่ๆ


ไอ้จะวิ่งฝ่าลมฝน เนื้อตัวหนาวสั่นหนีพี่ข่านมา ฝนก็แรงเกินไป โทรศัพท์ที่เพิ่งเคลมมา อีกทั้งไอแพดสองที่กำลังจะตาย ก็เกรงจะเปียกไม่มีปัญญาซื้อเครื่องใหม่


และในที่สุด พี่ข่าวก็ได้กล่าวคำคมกาละแม ที่เรากลัวตลอดการสนทนาครั้งนี้มาว่า

“ขอเบอร์ได้ไหมหน่องสาว”


อื้อหือมึง เอาจริงชีวิตนี้ก็ยังไม่มีใครขอเบอร์ แต่ก็ไม่คิดว่า พี่ข่านจะทำลาย การถูกขอเบอร์ครั้งแรกของเราแบบนี้


ในใจมีประโยคสารพัดผุดขึ้นมาเหมือน Lyric Video ของศิลปินดังอาทิ


“แม่งน่ากลัวว่ะ”

“มึงจะทำมิดีมิร้ายกูไหม”

“หวังว่ากูจะไม่ได้ลงข่าว ถูกฆ่าข่มขืนที่มาเลนะ”

“อย่ามาคุยกับกูเลย”

“กูบอกมันว่ากูเป็นเลสเบี้ยนดีไหมวะ”

“ไม่ไปทำงานทำการหรอวะ”

“หน้ากูก็เหี้ย มึงจะมาจีบเหี้ยอะไร๊”

“แม่งทำไมไม่ไปคุยกับคนอื่นบ้างวะ”

“อิสัด เมื่อไหร่ฝนจะหยุด”

“แม่งแล้วกูต้องทำไงเนี่ย”

“ถ้ามันตามเราจะทำไงวะ”

“กูไม่มีเงินให้มึงหลอกด้วยนะ”


เลยตอบพี่ข่านกลับไปว่า

“เอ่อ เราจำเบอร์ไม่ได้อ่ะ”


พี่ข่านบอก โอ้ว เอาโทรสับมาดิ๊ เดี๋ยวมิสคอลไป

โอ้ยอีห่าาาา มึงต้องดูออกสิ หน้าตากูก็ไม่รับแขกแล้ว


เอาไงดีวะ ถ้าไม่ให้มันจะตบไหม แล้วถ้าให้ไป แล้วชีวิตกูจะยังไงต่อ

โอ้ย พี่ข่านน พี่ทำผมเครียด


สุดท้าย ก็โอเค มันเอาไปมิสคอล เฮ้อออออออออ

กูอยากจะถอนหายใจให้หมดบัญชี


แล้วฝนก็ไม่ได้มีทีท่าว่าจะหยุด ฝนจะตกจนกูกับอีข่านมีลูกกันสองคนเลยมั๊ยยยย


พี่ข่านบอกว่า เราไปเที่ยวกันไหม พี่มีรถมอไซค์นะหน่องสาว พี่พาน้องอะราวน์เคแอลได้นะจ้ะ เวรี่บิวติฟูลทาวน์นะจ้ะ แล้วก็ไปดินเน่อกัน


เอาไงดีวะกู ตัดสินใจบอกพี่ข่านว่า เดี๋ยวต้องไปเจอเพื่อนที่ KLCC อ่ะ นัดกันไว้ เดี๋ยวเสร็จแล้วจะโทรหาแล้วกันนะ


เฮ้ออออออออออ รอดแล้วโว้ยยยยยยๆๆๆๆๆๆๆๆๆ


ตอนนี้ตัดสินใจแล้ว ว่าอยู่ตรงนี้นานกว่านี้ไม่ได้แล้ว ข้ามถนนไป ก็น่าจะมีป้ายรถเมล์ ค่อยไปหลบฝนตรงปป้ายรถเมล์เอาแล้วกัน ตรงนี้ไม่ไหวแล้ว


บอกพี่ข่านว่าไปแล้วนะ

นางยังบอกว่า ฝนตกหนักมากเลยนะ ไปได้หรอ ให้นางไปส่งเถอะ อย่าลืมดินเนอนะ


คือพี่ข่านคับ กูจะหนีมึงนี่แหละครับ


คือยังงี้ครับ ไม่ว่าพี่ข่านจะมาดีหรือมาร้าย ลักษณะการเข้าหาแบบนี้ พี่แดงก็ว่ามันไม่ปกติฮะ ไม่รู้พี่ข่านอาจจะเป็นคนดีหรือเปล่า เราก็ไม่อาจจะรู้ แต่ลักษณะการเข้าหา เราไม่รู้คนจีบกันนี่เขาต้องคุยอะไร ต้องถามอะไรนะ แต่แบบพี่ข่านแบบนี้ เราคิดว่าขอป้องกันตัวเองก่อน ก็คิดว่าดีที่สุดฮะ ยังไม่อยากมีผัวตอนนี้ฮะ


ตัดสินใจจากลา นางยังบอก แน่ใจนะ ให้ไปส่งไหม เราต้องบอกว่าโอเค กูไปได้


โชคดีที่พอข้ามถนนปุ๊บ ฝนก็เบาลง โอ้ย สวรรค์

เราวิ่งข้ามถนนเพื่อที่จะรีบวิ่งมาตรงทางเข้า  KL tower ให้เร็วที่สุด ฝนก็หยุดพอดี นึกในใจว่า ถ้าเรารออยู่ตรงนั้นยั้นฝนหยุด ต้องไม่รู้ว่าจะปฏิเสธ ไม่ให้พี่ข่านมาส่งยังไงแน่ๆ


แม่งสภาพจิตใจรู้สึกไม่ปลอดภัยเลย

เรานั่งรอรถ shuttle bus อยู่ตรงทางเข้า เพื่อที่จะไปตรงหอคอย


ด้วยความที่เมื่อเช้าหยิบโบรชัวร์จาก KL Gallery มา มันให้ส่วนลด 10% ด้วย

ที่ KL tower มีชั้นที่เปิดให้ชมวิว สองชั้น (ไม่นับร้านอาหารนะ) ก็คือ Observation desk กับ Open desk

Observation desk 49 RM มีกระจกกั้น ให้นึกบุฟเฟ่ใบหยกสกายเอาไว้

ส่วน Open desk 99 RM ไม่มีกระจกกั้น เปิด 360 องศา

โอย ราคาต่างกันเยอะเชียว


สถานภาพทางการเงินบอกว่าเอาแค่ 49 ก็พอ ได้ส่วนลดอีก ก็เหลือ 44

ขึ้นไปก็จิตใจไม่ปกติ บอกตรงๆ ว่าสภาวะปลอดภัยในชีวิต มันมีความสุขที่สุดแล้ว

เรารู้สึกไม่สนุกบนนั้นเลย เพราะแม่งกังวลกับพี่ข่าน


ข้างบนมองเห็นวิวเมือง KL ทั้งเมือง จริงๆ มองไปจนถึง ปุตราจายา เลยด้วยซ้ำ มองเห็นปิโตรนาส แล้วก็สนามกีฬา ซึ่งเรามโนว่ามันคือ Bukit Jalil stadium  ที่เราเคยอกหักกับคอนเสิร์ตคราวก่อน

ตอนที่เราถึงนั้นฟ้ายังไม่มืด เพราะหลังจากฝนตก แม้ว่าจะ จะทุ่มแล้ว แต่ฟ้าหลังฝนก็สดใสขึ้นมากๆ


สดใสจนแบบว่า เมื่อไหร่จะมืดวะเนี่ย จริงๆ แล้ววางแผนเอาไว้ว่า จะอยู่ที่นี่จนให้มืดตึ๊บ แบบมองเห็นแสงไฟจากตึกเลย ยังไงวันนี้ไม่มี Sunset อยู่แล้ว


แต่ใจนึงมันก็กลัวว่า เห้ย ถ้ายิ่งมืด จะยิ่งน่ากลัวปะวะ จะออกไปแล้วเจอพี่ข่านอยู่ตรงที่เดิมหรือเปล่า

แล้วกูจะหนียังไง


อยู่บนนั้นได้สักชั่วโมงนึง ฟ้าเริ่มมึด ตึกเริ่มเปิดไฟกันแล้ว โดยเฉพาะปิโตรนาส จากมุมบน KL Tower นั้นจะเห็นปิโตรนาสมุมเอียงๆ ดูขัดใจชะมัด


สงสัยวันนั้นเราจะสวยผิดปกติ มีบังมาเลพนักงานมาคุยด้วยอีก แต่ไม่เท่าพี่ข่าน ก็คุยๆไป แล้วนางก็จากไปทำงานต่อ เราเองก็ไม่มีกะจิตกะใจจะคุยกับพี่บังด้วย ใจมันกลัวกังวลทุกสิ่ง


ลองนึกภาพตัวเองวันนั้นอยู่ในกางเกงขาสั้นเท่าเข่า ตัวป้อมเป็นตุ๊กกี้ แถมมัดจุกกลางกบาลแบบกุมารทอง นี่คือสเป๊กพี่ข่านหรอวะ หรือว่าพี่ข่านชอบโก๊ะตี๋


ขาออกจาก KL tower เดินออกมาพร้อมผัวเมียฝรั่ง คือเดินติดกับเขาดุจเป็นลูกเขาเลย เขาคงกลัวเราอ่ะ แต่เรากลัวพี่ข่านมากกว่า ช่วงที่เดินข้ามถนนจุดที่เจอพี่ข่าน เรามองแล้วมองอีกว่ามีคนอยู่ไหม แล้วก็วิ่งด้วยความเร็วแสง เรวดี ศรีท้าว ก็เรวดีเหอะ วันนี้เรวแดง มั่นใจว่าวิ่งเร็วกว่า วิ่งจนแป๊บเดียวก็มาถึงปิโตรนาส


รอดแล้วโว้ยยยยยยยยยยย กูรอดแล้ววววววววววววววว

บล้อกเบอร์พี่ข่านเรียบร้อย  อาห์์์์์์์์ ฟีลเซฟฟฟฟ รู้สึกปลอดภัยเหมือนที่เคยยย


ถ้าพี่ข่านมาดีก็ขอโทษแล้วกันนะ





18. Petronas  twin Tower


หลังจากถึงปีโตรนาสก็มานั่งดูน้ำพุเลย ถึงจะมาที่นี่ครั้งที่สามแล้ว แต่วันนี้เป็นครั้งแรกที่ได้ฟังเพลงตอนแสดงน้ำพุ

ครั้งที่แล้วเห็นแต่น้ำพุระบำ ไม่ได้ยินเพลง ไม่รู้ว่ามันไม่ใช่รอบรึเปล่า

เพิ่งรู้ว่ามันมีเพลงหลายแนวมากเลย ที่เปิดประกอบการแสดงน้ำพุ แล้วก็มีหลายเพลงมาก

ครั้งนี้ก็อยู่จนเกือบสี่ทุ่มเลย จริงๆ อยากจะกลับดึกว่านี้ แต่กลัวรถไฟจะหมดก่อน

แล้วต้องเดินกลับมา Jamek  ท่าจะไม่ไหวนะ


ปิโตรนาสยังเป็นที่ๆ สวยมาก เขาว่าถ้าไม่มาที่นี่ ก็เหมือนมาไม่ถึงมาเล

ไม่รู้ว่าเขาคนนั้นคือใครนะ แต่ก็ขอบใจ ที่ทำให้เราได้มา


มาครั้งที่เท่าไหร่ก็ไม่มีเบื่อเลยจริงๆ






19. จุดหมายสุดท้ายของทริป


ก่อนหน้าที่จะไป เจอกระทู้คนที่ไปแบ็คแพ็ค แล้วก็ไปตึกสุลต่านตอนกลางคืน ซึ่งมันสวยมากกกกกกกกกกก


จึงตัดสินใจว่า เราจะต้องไปที่นั่นอีกครั้งตอนดึก


บรรยากาศตอนดึก ต่างจากกลางวันพอสมควร ที่สำคัญ คนเยอะมากเลย ต่างจากตอนกลางวันมาก นั่งกันตามริมถนน บนสนามจตุรัสเมอเดก้า แถมมีของเล่นขายด้วย


ยังนึกในใจว่า ถ้ามีลูกชิ้น กับปลาหมึกย่างนี่ใช่เลยนะ คิดถึงมาก 5555


ตอนมืด ตึกสุลต่านอับดุลซามัดสวยจริงๆ ด้วยแสงไฟ มันยิ่งทำให้ดูหรูหราไปอีกแบบ นั่งมองตึกได้สักครึ่งชั่วโมงก็ตัดสินใจ จะไปหาก๋วยเตี๋ยวเจ้าเด็ด ที่เจ้น้าบอกไว้


ก๋วยเตี๋ยวลูกชิ้นเนื้อตรงเร็กเก้แมนชั่น แต่ตอนที่เลี้ยวเข้าไปซอยมันมืดมาก แล้วมันไม่ไกลกับ Little India ด้วย บังลึ่ม ก็เลย โอเค ไว้คราวหน้าแล้วกัน มันดูน่ากลัวเกิน


กลับไปนอนและกัน วันนี้เหนื่อยมามากแล้ว




20. Backhome KL and Backhome Bangkok


กลับมานอนที่โฮสเทล คืนนี้นอนเตียงล่าง ไม่ทันฟังใครกรนอะไรบ้างนะ หลับเป็นตายเลย จนเช้าก็อาบน้ำ เตรียมเช็กเอาท์

จริงๆ วางแผนไว้ ว่าจะออกสัก 8 โมง แต่ไปๆ มาดันจะ 9  โมงยังไม่ได้ออกเล้ย มัวแต่เรไรอยู่นั่น จนจะตกเครื่องแล้วเนี่ย


ขนของเสร็จมาแอบดูเบรกฟัสต์ มีขนมบังเนย แยม แล้วก็ซีเรียล เลยกินซีเรียลซะหน่อย


ได้ข่าวว่าจะรีบ เรื่องแดกชนะเฉย

กินเสร็จก็เช็คเอาท์ แต่ไม่รู้ว่าต้องเอาผ้าห่มลงมาด้วย 5555

เราต้องย้อนขึ้นไปเอาผ้าห่มมาให้นางอีก นี่คิดว่ากูจะขโมยผ้าห่มมึงกลับไปหรอ โอยยยย


หลังจากนั้นก็กึ่งเดิน กึ่งวิ่งไปจนถึง KL Sentral เพื่อที่จะขึ้น Klia express กลับไปสนามบิน โอ้ย กลัวตกเครื่องงงงง


อยู่บนรถไฟก็ตุ๊มๆ ต่อมๆ กลัวตกเครื่อง เพราะยังไม่เคยกลับด้วย Klia2 ด้วยดิ หลงแน่ๆ ใหญ่ชิบหาย


พอลงไปถึงก็เดินหาตู้คีออสก่อนเลย เพราะยังไม่ได้พิมพ์บอร์ดดิ้งพาส ตู้คีออสเต็มไปหมดเลยครับ เป็นร้อยตู้เลยมั้ง แต่…..ไม่ได้มีตู้ไหนเปิดบริการเลย ชิบหายแล้วววว


เดินวนหาอยู่นามาก ชิบหาย จะตกเครื่องเพราะหาตู้คีออสไม่เจอแม่งก็ไม่ใช่ป่ะ เดินไปหาเค้าทเตอร์ document check  เอาบาร์โค้ตให้นาง นางก็กดต่อกๆๆๆๆๆ ไม่คุยกับเราสักคำ คือพยายามจะบอกนางว่า รูปต่อไปอ่ะ มี โค๊ตจองนะ นางไม่ต้องเอาชื่อกูไปเสิร์ชด้วยนะ


นางก็อิ๊กนอร์ 555555 ไม่รู้จะทำไงว่ะ


ปุ๊บๆ นางก็ให้บอร์ดดิ้งพาสมา เราก็รีบเดินเข้า ตม. ทันที

ชีวิตจะยังไม่ปลอดภัยถ้าตีนยังไม่ถึงประตูเกตอ่ะ


ผ่านตม.ก็รีบวิ่งมาเกตเลย เพราะแต่ละเกตแม่งไกลมาก โชคดีที่เกตเราใกล้ เย่ๆ ปลอดภัยแล้ว ได้กลับบ้านแล้ว ไม่ตกเครื่องแล้วจ้าาาาาาา









Thanks


เจ้น้ำที่ยังคงเป็นที่ปรึกษาด้านการท่องเที่ยวที่ดีเสมอมาก

ขอบคุณ Farisa และ Devi ที่ทำให้เราได้ไปเที่ยวทะเล และรู้สึกปลอดภัยมีคนคอยดูแล เจ้แม่งทำให้รู้สึกว่า ทริปนี้เราแม่งมีความสุขมากกว่าการได้ไปเที่ยวอ่ะ เรามีเพื่อน มีมิตรภาพ

ขอโทษพี่ข่านที่ต้องบล็อกเบอร์ด้วย ผมกลัวพี่จริงๆ (พี่แม่งโทรมา จนเครือข่ายส่ง SMS มาหาว่ามีเบอร์นี้โทรมาเกือบสิบรอบได้ แม้แต่ตอนเข้าเกตรอบอร์ดดิ้งแล้วยังได้ SMS อยู่เลย)


เหมือนได้โตขึ้นอีกนิดตรงที่ ปกติเที่ยวๆๆๆ ทำอะไรคนเดียว ตอนนี้เริ่มรู้ว่า การสร้างมิตรภาพระหว่างทาง (ถ้ามันไม่น่ากลัวมากนัก) มันก็สนุกดี มันทำให้ทริปนี้มีเรื่องเล่ามากกว่า ไปไหนมา แล้วมิตรภาพที่เกิดขึ้น มันไม่ได้หายไปแบบเวลา มันจะยังคงอยู่ตราบเท่าที่เรายังให้ความสำคัญกับมัน


























edit @ 16 Aug 2014 20:44:49 by แดงน้อย เนินกระโทก ผู้มีภูเขามาบังอยู่หน้าบ้าน..

สวัสดีจ้า ไม่ได้อัพบล็อกมานานมาก
 
คุณสมจิตรฝากมาขายหญ้าไผ่น้ำ ซึ่งมีคุณสมบัติช่วยล้างไต บรรเทาอาการของโรคไตได้ รับประทานได้ทั้งคน และน้องหมา น้องแมว
 
 
ขายหญ้าไผ่น้ำ หรือ จุยเตกเฉ้า ราคาถูกค่ะ เก็บเองที่สวน
ราคากิโลกรัมละ 80 บาท
ถ้าซื้อ 10 กิโลกรัมขึ้นไป ราคา กิโลกรัมละ 60 บาทค่ะ
จัดส่งทางไปรษณีย์ หรือว่าจะมารับเองที่บ้านค่ะ
 
สวนอยู่ พุทธมณฑลสาย 7 ต.หอมเกร็ด อ.สามพราน จ.นครปฐม 73110
 
สนใจสั่งซื้อ ติดต่อที่คุณ สมจิตร 0910687008
โทรมาสอบถามได้เลยจ้าา
 

ขอเล่ายาวๆ เรื่อง เมื่ออาทิตย์ที่แล้วนิดนึง ถือว่าเป็นหนึ่งเหตุการณ์ที่ดูเหมือนชีวิตได้อัพอีกเวลนึง (ขนาดนั้นเลย)
 
 
1. ตัดสินใจไป FMFA 

เงินก็ไม่มีนะ แต่วันนึงดูไลน์อัพวันที่ 3 ของ FMFA ก็เกิดอาการอยากไปมากๆ ขึ้นมา บอกเจ้น้ำEDMfriend ว่า เจ้เราจะไปอ่ะ  เจ้ก็ดีมาก กดซื้อให้ทุกอย่างตั๋วบิน ตั๋วคอน สรุป พร้อม (แม้ฐานะทางการเงินยังไม่พร้อม) ตั้งแต่ปลายเดือนมกราคม


2. ตั๋วบินพร้อม ตั๋วคอนพร้อม จอง รร.พร้อม ใจไม่พร้อม (หาพวกสิมึง)

เออ ขึ้นเครื่องคนเดียวยังไม่เคยเลย ขึ้นยังไงอะไรยังสับสน แล้วอะไรจะกล้าไป KL คนเดียววะ ชวนทุกคนที่จะทำได้ สรุปได้เพื่อนร่วมทริปเว้ย


3. ใกล้วันแย้วๆๆ ตื่นเต้นจัง แต่อะไรๆ ก็เกิดขึ้นได้

เพื่อนร่วมทริปดันแอดมิดซะงั้น แต่ก็น่ะ เรื่องสุขภาพก็ต้องมาก่อน มันไม่แจ้งล่วงหน้านี่หว่า เราก็เอ่าๆๆ ฮึดๆๆ  ตอนตัดสินใจไปครั้งแรกก็จะไปคนเดียวนี่นา


4. ขึ้นเครื่องคนเดียวได้แล้วเว้ย

การตัดสินใจไป FMFA คนเดียว โดยไม่มีเจ้น้าไปด้วย มันก็ทำให้รู้สึกตื่นเต้นและกลัวพอควร ภาษาอังกฤษกระด๊อกกระแด๊กจะอยู่ได้ไหม จะหลงทางไหม จะขึ้นเครื่อง ตกเครื่องไหม(ไม่ตกหรอกอิเจ้ไม่ไปด้วย 5555) 
ทุกอย่างผ่านไปได้ด้วยดี ตอนนั้นในใจก็คิดแค่ว่า มี 3 เวที จะวิ่งยังไงวะ อยากดูทุกคน จะหลบบัง rave ยังไง 

5. วืด

จนกระทั่งหลังจากที่ผ่าน ตม.มาเล (ด้วยการมองหน้า มองพาส มองหน้า มองพาส สแกนนิ้ว ทวนชื่อ) มาแล้ว พอออกมาพี่ก็จอดซื้อซิมการ์ด 

เจ้น้ำก็โทรเข้ามาจากอินโด (นางไปดู asotindo) ว่า อีนาง คอนมึงแคนเซิลนะ รู้ยัง ฟังทีแรกก็คิดว่านางมุกหรือเปล่าวะ รอบสองก็เลิกเพราะ 370 ยืนยันว่าก่อการร้ายหรอ

วางสายเจ้ เปิดเข้าเพจ FAFA ถามในกรุ๊ป ก็ได้ใจความว่า "เท" "เงิบ" "วืด"

คอนเสิร์ตวันที่ 2 ASOT ดันมีคน play hard กันจนเสด็จอีเก้ง ถึง  5 คน

........

เอาล่ะ ยกเลิกก็ยกเลิก ก็ทำอะไรไม่ได้เว้ย แต่ทีนี้ แผนที่วางเอาไว้กะว่า ไปถึงดูคอนเสร็จไปนอนที่โรงแรม ตื่นมาไปปิโตรนาส บินกลับ ก็พัง

แผนในหัวไม่มี
.......

มึนและงงอย่างที่สุด

6. วางแผนใหม่ (เกี่ยวกับรถไฟเยอะ)

(สำหรับคนที่อยากไป KL อยากให้ปริ้นสีแมพนี้ไปด้วย ปริ้นสีด้วยนะ ช่วยชีวิตได้มากเลย จิ้ม )

สนามบิน LCCT จะเข้าเมืองต้องนั่ง KLIA Transit เข้าไปซึ่งเป็นรถบัส ไปลงที่ LRT Salak tinggi  (LRT เท่ากับ BTS บ้านเราสภาพใกล้เคียงกัน) เข้าเมือง

ด้วยความงง ดันซื้อตั๋วไป KLIA Transit ไปแค่ Bandar tasik selatan เพราะสมองมันจำว่ามึงต้องไปต่อที่จุดนี้ถ้าจะไปคอน (สมองยังกู่ไม่กลับ)

ในเมื่อไม่ได้ไปคอนแล้ว เราจะรีบไปโรงแรมทำไมวะ ไปปิโตรนาสสิ ยามค่ำคืน น้ำพุระบำ
แต่เมื่อซื้อตั๋วไปแค่ KLIA Transit ไปแค่ Bandar tasik selatan แต่เราอยากเข้าไป KLCC เพื่อไปชมปิโตรนาส ก็เลยต้องไปต่อที่ KL Sentral 

การไปต่อที่ KL Sentral นี่ก็ต้องไปเปลี่ยนสายรถไฟที่ Bandar tasik selatan ไปสาย KTM แทน  (KTM นี่จะบ้านๆ หน่อย เก่าๆ หน่อย แต่แอร์นะ แต่อารมณ์ชานชาลา สภาพนี่คนละอารมณ์กับ  LRT เลย) ตอนเดินแอบงงหลงทางนิดหน่อยตามประสา

สรุปก็ไปถึงปิโตรนาส เกือบๆ จะสองทุ่มได้ ได้เห็นตอนค่ำ มันสวยจริงๆ สวยกว่าตอนกลางวันเยอะมาก แถมมีน่ำพุระบำ ดูไปแต่ใจมันก็ยังคะยองยอยอยู่ ฝนดันตกลงมาอีก
ตกลงมาแบบเยอะอะ เปียก อารมณ์มา ฝนมา จ่ะ 
 
เข้ามาเดิน SURIA  ห้างอะไรไม่รู้ทางเข้าใหญ่ชิบหาย ข้างในก็ใหญ่ชิบหาย เข้าไปปุ๊บก็ไปซื้อการ์เร็ตจ้า
คนไทยนนี่มันไทยจริงๆ 555555
 
ตอนแรกเราก็กะว่า ไม่เอาจัมโบ้ แต่เจ้ส่าหรี่ตอกถุงหนักมาก ก็เลยเอาซะหน่อยเว้ย
 
สรุปก็แบกจัมโบ้หนึ่ง สมอล 2 กลับที่พัก
 
 
7. เผชิญกับความเจ็บปวด ณ สถานี Bukit jalil
 
ขากลับก็เริ่มยากและ นั่ง LRT จาก KLCC ไป Bukit jalil ที่จองโรงแรมไว้ ซึ่งต้องไปผ่าน masjid jamed เพื่อเปลี่ยนรถไปสาย Ampang
 
จุดพีคมันอยู่ที่พอออกจาก LRT Bukit jalil มาก็เจอคอนเลย
 
คอนที่ไม่ได้จัด อุปกรณ์ยังอยู่ครบ ไม่ได้เก็บอะไร ชิงช้ายังอยู่ เวทียังอยู่  มันรู้สึกเงียบมากกกก มากจนเกินไป
ยินมองอย่างคะยองยอย แล้วก็ตัดสินใจกลับที่พัก ก่อนที่จะรู้สึกยอยไปกว่านี้
 
ถึงที่พัก เกือบห้าทุ่ม แล้วพรุ่งนี้อะไรยังไง แผนไม่มี...
 
 
8. KL in 1 day ตอน กูเกิ้ลแมพ
 
คืนนั้นนั่งลิสต์ว่าพรุ่งนี้จะไปไหนดี เพราะไปปิโตรนาสมาแล้ว
 
ตอนเช้าตื่นมากินเบรดฟัส เจอซัมติง คล้ายข้าวยำ กับผัดหมี่จืดๆ ก็ซัดผัดหมี่ไปเต็มจาน เพราะไม่ไว้ใจอาหารบัง
กินแบบจนอิ่ม เพราะกลางวันจะไม่กินแล้ว 
 
และก็เช็คเอาท์ ตอนเช็กเอาท์ ถามเจ้ส่าหรีฟอร์นว่า ไอจะคอลแทกซี่ไปบูกิตจาลีล นะ อิเจ้ก็ลุ้นภาษาอังกฤษเราสุด นางว่านางเรียกให้ มึงไปนั่งบีบสิวรอจ่ะ 
 (ก่อนหน้านี้เราเคยโทรทางไกลมาถามว่า "จากโรงแรมสามารถเดินไปสนามได้ไหม" สงสัยจะได้คุยกับนางนี่แหละ เสียงคุ้นมาก นางสดใสมาก รักนาง ก่อนไปก็ขอบคุณนางแบบน้ำตาคลอสุด)
 
จากแผนที่วางเมื่อคืน (ไหนวะ?) สรุปว่าจะไป มัสยิดจาเมด (ง่ายแม่งเพราะอยู่ตรงสถานนีเลย)
อ่านจากในเน็ตมาว่ามีแม่น้ำ แต่น้ำกลิ่นแรก
ก็ไม่ได้คิดอะไร จนกระทั่งได้ดม (เอ่อ อยากให้ใช้คำว่า เหม็นเหี้ยๆๆๆๆ)
มัสติดให้เฉพาะมุสลิม แล้วฝนก็ตกด้วย ตกแบบว่าเปียกเลย ก็ยืนดูอยู่แปปก็ไปที่อื่นต่อ
 
ไปที่อื่นต่อ? ที่ไหนวะ
ไปยินดูป้ายตรง LRT masjid jamed เจอป้ายบอกให้ไป ตึกสุลต่านอับดุลซามัด โอเค ไป
 
แต่...
ไปทางไหนวะ
คือที่มาเลมีข้อเสียอยู่อย่างคือลงรถไฟช่วยบอกทางด้วยค้าบ ลงทางนี้เลี้ยวซ้ายเจอเซนตอร์วัน เลี้ยวขวาเจออนุสาวรีย์นะ อะไรแบบนี้ จะได้ไม่งงเว้ย แล้ว คือจาเม็ดก็ไม่มีใครยินให้ช่วยเหลือเลย (จริงๆ ยังเหนียมอายอยู่)
 
ด้วยความที่ฝนตก ลุงมาเลก็ตะโกนขายร่ม  8 ริงกิต ก็ เออ แปดสิบ เอาวะ อย่างน้อยก็ช่วยให้เราใช้ชีวิตอยู่รอด
 
ลุงถามเรามาจากไหน แล้ว "สวัสดีครับ" เรา รู้สึกรักลุงขึ้นมาทันที
 
หลังจากนั้นก็เดินมาทางที่ไม่ใช่ 55555 เปิดจาก Google map แม่งยากตรงที่ มันต้องเดินก่อน ถึงจะรู้ว่าหลง ก็เดินอยู่นั่น เลี้ยวจอด หยุดดู แต่ก็ไม่ได้ถามใคร อยากทำให้ได้ สุดท้าย ก็ได้ รู้สึกบรรลุขึ้นมาหนึ่งขีด
 
เลี้ยวมาเจอตึกสุลต่าน ก็รู้สึกว่า เห้ย นี่มันงดงามอ่ะ ถ้าฝนไม่ตก นึกสภาพสะพายเป้ที่มีการ์เรตจัมโบ้ และถืออีกสองถุง 
 
ฝั่งตรงข้ามเป็นจตุรัสเมอเดก้า แต่ตอนนี้ส่วนที่เป็นสนามหญ้าปิดปรับปรุง ปูหญ้าใหม่ 
 
ในเน็ตเขาว่า เป็นเสาธงที่เคยสูงที่สุดในโลก แต่ฝนตก ก็ลีบแบน ถ่ายไปก็ไม่ได้ความงามแต่อย่างใด
 
ทัวร์จีนมาลง อาม่าพยายามมาขอความช่วยเหลือ เลยต้องบอกม่าไปว่า "i am ไท่กั๋ว เหริ๋น" เชี่ยยยยยยย ที่เรียนภาษาจีนมาได้ใช้แล้ว น้ำตาจะไหล
 
เดินตากฝนไปมาอยู่นาน เพราะเราว่าตรงตึกสุลต่านมันสวยจริงๆ ถนนก็สวย เดินเลยเข้าไปมีKL gallery ข้างในเป็น ทั้งเมือง KL จำลอง อันนี้เจ๋งมาก เข้าฟรีด้วย
 
เข้าไปก็จะแบ่งเป็นโซนๆ ที่สำคัญ ห้องแสดงแสงสีเสียงนี่ จำลองทั้งเมือง เห็นหมด ปีโตรนาส เคแอลทาวเวอ์ สายรถไฟ บลาๆๆ แล้วก็อลังการด้วย (เห้ย คือฟรีอ่ะ น้ำตาจะไหล)  โชว์ประมาณ 5  นาที
 
ดูโชว์เสร็จครับก็เจอของที่เราคลั่งไคล้ ไม้ๆ ที่แกะเป็นลายนั่นนี่ คือมีลุงมาแกะตรงนั้นเลย ไม่รู้เรียกว่าอะไรนะ เราชอบมาก (แต่ดันซื้อมาจากซูเรียแล้วเมือวาน) หลังจากนั้นก็เป็นโซนของฝาก ซึ่งเยอะมากกกกกกกกกก และเก๋มากกกกแทบทุกชิ้น
 
จริงๆ ข้างๆ เหมือนจะมีมิวเซียมอีก แต่น่าจะเสียตังก็เลย ไม่เอาดีกว่า เดินกลับไปสถานี
ระหว่างนั้นก็คิดว่าจะไป Petaling street ตามที่พี่ระชี้แนะไว้
 
ซึ่งมันห่างจากสถานีนี้ไปแค่ Pasar Seni สถานีเดียว เห้ยดูง่ายอะ
 
 
9. เห้ย ดูง่ายอะ
 
พยายามใช้กูเกิล แมพ เพื่อเดินไป Petaling street แวะถามพี่บังเพื่อความมันใจ บังบอก เดินไปโลด แยกสองเลี้ยวซ้าย
 
เดินไป ไหนวะ ...
 
เดินย้อนกลับ....
 
ไหนวะ.....
 
หมุนๆๆๆ แวะเซเว่น เดินไป เดินมา เปิดกูเกิลอีกรอบ ผ่านไปเกือบครึ่งชั่งโมงก็เดินไปถึง 55555555
 
ตอนไปถึงนี่แทบจะเวฟ
 
เดินไปปุ๊บก็เจอเกาลัคเลย 300 g 5 ริงกิต แต่เม็ดเล็กมาก ก็เลยไม่เอา กลัวมือเปื้อนด้วย
 
Petaling street ก็คือหัวหินไนท์บาซ่าดีๆ นี่เอง ไม่มีอะไรแปลกใหม่เลย เคสไอโฟน ไอแพด กระเป๋าก๊อบ นาฬิกา พวงกุญแจ และที่จะไฮไลท์สำหรับคนที่ชอบกินอาหารแปลกๆ ก็คือ อาหารจีน เต็มไปหมด ของกินเยอะมากจริงๆ
 
แต่เราไม่กล้ากินอะไร บอกตรงๆ ว่าเข็ดกับอาหารต่างชาติ
 
 
เดินอยู่ Petaling street  อยู่พักนึงก็คิดว่าไปต่อดีกว่า มันไม่ใช่แนว
 
 
10. ภารกิจ 
 
ก่อนหน้านี้เจ้น้ามบอกว่าให้ส่งโปสการ์ดให้ด้วย เราซื้อโปสการ์ดมาแล้วจากเคแอล แกลลอรี่  ซึ่งนี่เป็นภารกิจใหญ่มากสำหรับเรา
 
ต้องทำให้ได้!!!!
 
เดินวนอยู่หลายที่ก็หาที่ส่งโปสการ์ดไม่ได้ ถามบังมา 3 คนชี้ให้ไป โน่น ไปนี่ ไปมาทุกที่ยังหาที่ส่งไม่ได้ จนเดินมาใต้ตึกหนึ่งแล้วถามพี่ยาม พี่ยามบอก ชั้นสามเลยจ้า 
 
ขึ้นมามันเป็น mini post station เลย แบบนี่คือกูแค่ส่งโปสการ์ด กูต้องมาถึงขนาดนี้เลยหรอ 5555555
 
ซื้อแสตมป์ ขณะที่วาดรูปก็มีป้าจีนมายืนบ่นอะไรใส่ไม่รู้ ก็ไม่ได้สนใจ อารมณ์แกหลงๆ มองหน้าทำตาปรือใส่ไปนิดนึง 
 
หลังจากซื้อสแตมป์เสร็จก็หันไปสบตาพี่บังพนักงาน พี่บังบอกละติจูดให้ส่ง ว่าเสียบรูโน้นเลยจร้า เรายึกคอตอบพอเป็นพิธี
 
เป็นอันเสร็จสิ้นภารกิจ
 
จะว่าไปด่านนี้เป็นด่านที่ยากพอสมควร เพราะมันอับจนหนทางจริง เดินแล้วเดินอีก แต่ในทีสุดก็ทำได้ ตอนนี้รู้สึกว่าตัวเองผ่านด่านไปอีกหนึ่งเวล ยืนมองฟ้าอย่างเท่ๆ อยู่หน้าตึกแปปนึง
 
เอาล่ะเดินทางต่อ
 
ต่อจากนี้ไป Sentral Market กัน
 
 
12. หลงทางในลิตเติลอินเดียว (อินเดียคนเดียว)
 
ดูจากแอพกูเกิล บอกว่า มันอยู่ทางตรงข้ามกับ bus station ที่ติดกับ สถานี Pasar Senni ที่เราลง มองดูแล้วไม่น่ายากเว้ย
 
ก็เดินไปเรื่อยๆๆ เดินผ่านเวิ้งที่ดูคล้ายตลาดนครถมบ้านเรา
 
คือเป็นตึกแถว มีหนุ่มบังคอยอ้อร้อให้ซื้อของที่เขาขาย รู้สึกว่าตัวเองสวยอยู่พักนึก เกือบสะดุดท่อหน้าแหก
 
แถวนั้นกำลังก่อสร้างถนน
 
เดินต่อมาเรื่อยๆ ก็เจอแต่บังเรียกซื้อมือถือบ้าง ไรบ้าง เอะ เอะ เห้ย บังมันเริ่มเยอะไปแล้วว่ะ
 
เยอะไป
 
รู้ตัวอีกทีก็เจอบังเต็มไปหมด เป็นร้อยๆ คน
 
บังกำลังซื้อหวยกันจ้าาาา
 
แถมเรียกให้เราซื้ออีก ไม่ดีมั้ง ฮ๋าๆๆ
 
คือบังแทงหวย เป็นใบๆ เหมือนบัตรรถ ไม่รู้ถูกกฏหมายไหม แต่คนเยอะระดับเหมือนยกกระถางต้นไม้แล้วเจอรังมดดำ
 
คือบังแตกฮือ เดินมาจากทุกหนทุกแห่ง
 
เราเดินอยู่กลางถนน(ที่กำลังก่อสร้าง) 
 
พลันเกิดรู้สึกว่า เห้ย นี่คือพวกพี่แทงหวยกันเฉยๆ ไม่ได้จะยกพวกตีกันช้ะ
 
แล้วหน้าพี่โหดกันมาก 
 
นี่กุหลงเข้ามาในลิตเติลอินเดียสินะ...
 
ต้องออกไปให้ได้ ขณะที่เดินไปดูแอพไป เงยมาก็ป๊ะกับพี่บังคนนึง
 
นางมองมือถือเรา แล้วพูดบางอย่าง
 
ทีแรกคิดว่านางจะปล้นกูปะวะ ปรากฏว่านางคงเห็นเรามองแผนที่ในแอพ
 
คือรู้ว่าเราหลงทางนั้นเอง
 
เราเลยบอกนางว่า นี่จะไป sentral market นางเลยบอกเดินไปสุดถนน turn left จ้า
 
เราขอบคุณแบบรู้สึดผิดสุด คือมองแค่หน้าตาไม่ได้จริงๆ 
 
เดินตามพี่บังบอก ก็เจอ sentral market จ้า
 
 
13 . Sentral Market
 
ตัวตึกภายนอกดูเก่าคร่ำครึมาก เชยสุด
 
แต่ภายในคนละอารมณ์เลย มีของแฮนด์เมด ของมีดูแสดงถึงวัฒนธรรม ประเพณี
 
ของฝากเต็มไปหมด เสียดายที่ซื้อมาจาก KL gallery และก็ ถนน Petaling street หมดแล้ว
 
เดินเล่นเท่าไหร่ก็ไม่เบื่ออ่ะ มีแต่ของน่ารัก น่าสนใจ
 
และดูท้องถิ่๊นน ท้องถิ่น
 
อยู่ที่นั่นอยู่สักชั่วโมงนึงได้ ก็เมื่อย แล้วก็ โอเค ภารกิจสำเร็จแล้ว กลับกันเถอะ
 
 
 
14. กลับบ้านกันเถอะ
 
รอบนี้มาคนเดียว และถ้าตกเครื่องจะแย่ เพราะไม่มีเงิน 55555
 
ขากลับก็ขึ้น LRT จาก Pasar Senni ไปลง KL sentral แล้วก็หาของกินที่นั่น
 
ตัดสินใจฝากท้องกับ เซเว่น เพราะว่า ไม่สามารถกินอาหารแปลกหน้าได้ กลัวเจออบเชยด้วย
 
คราวก่อนกินหนมปังมาเล ไม่ปลื้มกับใส้อย่างแรง  คราวนี้เลย เพลย์เซฟ กินช็อคแลต แปปซี่ นั่งชาร์ตแบตอยู่ใน KL Sentral
 
สถานี KL sentral นี่ใหญ่ และหรูหรากว่า สนามบิน LCCT  อีกแปดล้านเท่า 5555 มีร้านครบหมด KFC Mc ฯลฯ 
 
หลังจากนั่งพักจนหายเมื่อยแล้ว ก็ซื้อตั๋ว klia transit ไปสนามบิน เที่ยวนี้ก็เริ่มเซียนแล้ว รถไฟไปลงที่ salak tinggi แล้วต่อรถบัส เห้ย ดูเทพอ่ะ 555555
 
 
พอถึงสนามบินก็ไปปรินท์บอดดิ้งพาสก่อนเลย แล้วก็มานั่งรอ
 
คราวก่อนที่มากะเจ้น้าม ตกเครื่องเพราะอิเคาท์เตอร์ document check นี่แหละ แค่วงเกท คือกูรอคิวนานมากอ้ะ จะเข้าก็ไม่ยอมให้เข้า โอ้ยพี่
 
ที่นี้เราก้ลืมไปแล้วว่า อิ document check นี่มันอยู่ตรงไหนวะ เพราะเราดันไปนั่งตรงที่เป็น Domestic 555555
 
กูจะไปไหนนั่นนนนนนน
 
หลังจากที่พยายามจะเข้า แล้วเขาไม่ให้เข้า พี่บังบอก ยูต้องไป document check ก่อนนะ
 
 เราก็อ้าว คิดว่าไม่มีแล้ว แม่งยังมีอยู่อีกรึ โอเค เชคก็เชค ก็ไป document check เรียบร้อย
 
กลับมาหาพี่บัง ที่ปากทาง Domestic 555555 แล้วพี่บังทำปรือสุด พร้อมบอกทางให้ไป international
 
5555555 เดินออกมาอย่างอายๆ แล้วเข้ารู international อย่างเรียบร้อย ผ่านตม.
 
รอบนี้ ดังที่ทุกคนรู้เกี่ยวกับ เครื่องบินที่หายไป ก็ตรวจเข้มหน่อย
 
ผู้ชายก่อนหน้าเราเป็นฝรั่งหน้าตาดี (เลือกแล้ว)
 
ขณะที่เราพยายามต่อเน็ตจากไวไฟสนามบินที่ห่วยสัสนั้น
 
อิหล่อก็ไปเรียกเพื่อนมันมาอีก 2คนมา แซงเรา
 
เอ้าอีหรั่ง ระบบคิว คือมาจากพวกมึงนะ
 
เพลียแคมสุด
 
เราโอเคกับทริปนี้คิดว่าจะไม่เจอคนแบบนี้ละ มาตายตอนจบ
 
แล้วคืออิหรั่งนี้ คงไปประเทศที่ก่อการร้ายมาแน่ๆ ตมคือ ถามเยอะมาก คุยเยอะมาก นานมากกกกกก
 
เอ่อ คือ......
 
แม่งไม่น่ามาต่ออินี่เล้ย
 
พอถึงคิวเราก็
ดูพาส อ่านชื่อ ดูพาส สแกนนิ้ว มองหน้า ....
 
รอบนี้สแกนนิ้วทั้งเข้าและออกจ้า
 
ผ่านไปได้ด้วยดี
 
ไปนั่งรอตรงเกตเลย เพื่อความอุ่นใจ 55555
 
เหลือบไปเห็นเจ้หมวย อีกช่องนึงตกเครื่อง กำลังคุยกับผู้ชายบังตัวโตคนนึง ดูจากาพแล้ว คงสายไม่กี่นาที (เหมือนกูคราวที่แล้วเลย) แล้วอิบังก็ส่ายหน้ารัวๆ อิหมวยก็ชี้ๆๆๆ (นี่มันเจ้น้ามชัดๆ) สุดท้ายอิบังเซโนอย่างเดียว(เผลอๆ อิบังนี่ก็คนเดียวกับที่ไม่ให้เรากับเจ้น้ำไปคราวที่แล้ว)
 
เรามองแบบกรุ้มกริ่มสดุ 5555 รู้สึก ไอ้น้องเอ๊ย พี่ผ่านจุดนั้นมาแล้ว...
 
ขึ้นเครื่องกลับไป ทุกอย่างผ่านไปได้ด้วยดี
 
 
จบทริปการเดินทางไปต่างประเทศคนเดียวที่คิดว่าโอเคเลย เหมือนได้โตขึ้นอีกนิดนึง ได้กล้าทำอะไรที่กลัวอยู่ตลอดอย่างการใช้ภาษาอังกฤษ คนมาเลน่ารักจริงๆ ยังยืนยันว่า คงจะอยู่อย่างมีความสุขไม่ได้ ถ้าพี่บังมาเลไม่ช่วย
 
ตอนนี้ที่คิดว่ตัวเองเป็นดักแด้ มันเริ่มจะฟักมาเป็นผีเสื้อแล้วเว้ย เป็นผีเสื้อกลางคืนด้วยนะ ตัวอ้วนๆ ใหญ่ๆ บินโง่ๆ หน่อย ชอบบินชนนั่นชนนี่ หลงทางบ้าง แต่สุดท้ายมันก็บินได้นะ
 
สุดท้าย ขอบคุณบังทุกคน ส่าหรี่ทุกคนที่คอยช่วยเหลือ พวกเขาคงไม่ได้มาอ่านหรอก แต่อยากบอกให้รู้นะว่าขอบคุณจริงๆ ขอบคุณเจ้น้าม ที่ปรึกษาทางการท่องเที่ยวไปจนถึงเรื่องการเงิน
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 

1 เดือน ผ่านไป....

posted on 12 Oct 2011 18:12 by enjoy-dangnoi
(เอนทรี่นี้ยาว มีหลายอาเจนด้า)
 
12  ก.ย. คือวันที่แดงน้อยมาทำงานที่นี่เป็นวันแรก
 
วันนี้วันที่ 
 
12 ต.ค. แปลว่า แดงน้อยได้ทำงานผ่านมาหนึ่งเดือนแล้ว
 
สถานะ
 
เบลอ โหลดดิ้ง  
 
ยังไม่ได้จางหายไปแต่อย่างใด
 
ด้วยสันดานแล้วเป็นคนไม่ค่อยอะเลิ๊ท และความสามารถในการตีซี้คนค่อนข้างต่ำ
 
หรือจะต่ำมาก ฮาาา  มันไม่ใช่แดงคนที่เฮฮาบ้าบออยู่กับป้าอ้อย หรือใครต่อใคร
 
ไม่ใช่คนที่บ้าเกาหลี กรี๊ดกร๊าดดด ชูป้ายไฟ  
 
มันกลับกลายเป็น แดงคนที่ เงียบ อึน  ฮาา  ซึ่งก็ไม่รู้ทำไม
 
งานที่ผ่านมาที่ได้ทำ ก็จะเป็นออกไปข้างนอกไปรู้จักผู้คน
 
ซึ่งก็รู้จัก (แต่ผู้คนนั้นไม่แน่ใจ)
 
ฮาาา...
 
อาจจะจริงๆแล้วเป็นคนขี้อาย
 
อุ้ย พูดไปแล้วใครจะเชื่อวะ ก็มึงเคยวิ่งไปกรี๊ดดงบังหน้าดุสิตข้างถนน 
 
จนคนบนรถเมล์ตกใจมากแล้ว
 
แล้วก็เป็นคนเดียวกับที่ไปยืนร้องไห้ เพราะอิยงมันชี้มาที่เรา 
 
55555555
 
ดูโคตรกล้าแสดงออก
 
ใช่
 
คือคนเดียวกับที่ตอนมัธยมเคยประกวดพูดสุนทรพจน์
 
เป็นประธานนักเรียน
 
ประกวดมารยาทไทย (ดูไม่ค่อยเกี่ยว)
 
เป็นดีเจตอนมอปลาย
 
คนเดียวกันหมดเลย
 
อีแดงน้อย
 
......
 
จริงๆ เราไม่ได้โหลดดิ้งมาก เพียงแต่ว่าการทำงานในคลาส กับของจริงมันไม่เหมือนกันเลย
 
เราไม่รู้อะไรเลย
 
ไม่จริงๆ
 
ต้องบอกว่า ไม่รู้เหี้ยยยยยยยยย....อะไรเลย ฮาา จะเหมาะกว่า
 
และที่เรากลัวที่สุดคือ การจำชื่อคน!
 
เป็นคนที่มีทักษะการจำต่ำมากถึงมากที่สุด
 
ตอนขึ้นปี 1 เคยเล่นเกมส์ที่ต่อชื่อ
 
อีแดงตายตั้งแต่ชื่อที่ 2
 
ถ้าจำไม่ผิด คนแรกชื่อ แมงมุม คนที่สองชื่อ ป่าน  
 
555
 
คือถ้าคนๆ นั้นไม่มีเอกลักษณ์อะไรที่สามารถแสดงออกมาในครั้งแรกที่เจอกัน
 
จะจำไม่ได้(เลย)
 
เราเชื่อว่าคนเรามันจะจำอะไร มันจะต้องมีมากกว่าการบอกว่า
 
อ้ะ นี่สมยวงนะ  อ้ะคนนี้ สมหมายนะ  ส่วนนั้น  ยวงฤดี อะไรแบบนี้
 
 
ด่านแรก
 
จำชื่อคน
 
สถานะ - สอบตก 
 
พี่หนูแดง พี่อุ๋ย พี่เดียร์  สถานะสมองซีรีบัรมขนาดเท่าก้อนขี้แมลงวัน จำได้ สามชื่อ 555
 
แบบแม่นๆเลยนะ
 
เพราะว่า นั่นคือ บอกอ หัวหน้า และพี่เลี้ยง  นี่ไง มันมีสตอรี่ เราก็จำได้
 
แล้วเราก็ต้องรู้จักพี่ๆ ที่โต๊ะ อีก 10+ คน ซึ่ง...
 
เอิบ อยากบอกว่าตอนแรกจำไม่ได้เลยครับ
 
ที่เกรียนกว่านั้นคือ 
 
ต้องแอบฟังเวลาพี่ข้างๆ เรียกกัน แล้วจดในสมุด
 
อาทิ
 
พี่โอ๋ นั่งตรงข้าม
 
พี่เฝือ  ห๋าา ชืื่่ออะไรนะ พรื๋อ หรือ เฝือ  555
 
นอกจากเพี้ยนด้านการจำแล้ว การฟังยังแย่อีก
 
ก็พี่เค้าชื่อแปลกนี่หว่า...
 
แล้วก็มี อยู่ตอนนึงครับ
 
ในสมองรอยหยักน้อยจนแทบจะเหยียดเป็นเส้นตรงของเรา
 
บันทึกไว้คร่าวๆว่า คนนี้พี่ไก่ (ยังไม่ได้จำบุคลิกที่โดดเด่น รู้แต่มีคนชี้ไป นี่คือพี่ไก่)
 
และพี่นก (เช่นเดียวกัน มีคนชี้ไปว่านี่พี่นก)
 
นอกจากทั้งสองชื่อนี้ จะมีความหมายเป็นสัตว์ปีกเหมือนกันแล้ว
 
ซีรีบรัมส่วนน้อยของข้าพเจ้า ยังสับสนว่า นี่คือใคร พี่ไก่ หรือ พี่นก
 
5555 
 
เพราะว่าแอบมีบางอย่างที่คล้ายกัน
 
ในขณะนั้น 
 
 
กริ๊งงงงงงงงงงงงงงงงงง
 
ชิบหายย
 
 
โทรศัพท์ที่โต๊ะดัง  
 
พี่คนที่นั่งข้างๆ (พี่นก)  ทำงานอยู่
 
 
"ฮาโหล ขอเรียนสายพี่ไก่ค่ะ "
 
"อ้อ สักครู่ค่าาา"  เราตอบ
 
แล้วก็พูดว่า
 
"พี่ไก่โทรสับค่าาาาาา"  โดยหันไปทางพี่นก
 
1 รอบผ่านไป  พี่เค้านิ่งวุ้ยย
 
ชิบหอย
 
งานเข้า
 
อีกรอบแล้วกัน
 
"พี่ไก่โทรศัพท์ค่าาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาา"
 
"พี่ไก่โทรศัพท์ค่าาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาา"
 
 
ชัดเลย  
 
 
"พี่ไก่อยู่ตรงโน่น"  เสียงพี่นกหันมาอย่างช้าๆ แบบสโลวโมชั่น
 
ฮาาาาาาาาาาาาาาาาา
 
หนูไม่ได้ตั้งจายยยยยยยยยยยย
 
อยากจะกราบสามหน งามๆ แบบที่ได้เรียนมา
 
 
 
 
นี่คือโครงร่างคร่าวๆ 
 
 
 
 
 
งงมะ  ว่าทำไมหน้าเหมือนกัน
 
 
5555 ก็บอกว่าซีบรัมส่วนที่จำรายละเอียดมีน้อย ได้แค่นี้ล่ะ  55
 
 
 
 
 
ด่านสอง
 
โหลดดิ้ง
 
 
"ก็หนูไม่รู้นี่หว่าาาา"
 
 
คำพูดนี้ลอยอยู่ในหัวทุกครั้งที่มีคนถามอะไร  
 
 
55555
 
บางทีแบบ เห้ยย อย่ามาถามนะ อย่านะ อย่านะ  ...
 
 
คือเราไม่รู้อะไรเลยจริงๆ ทุกอย่างเริ่มต้นใหม่
 
 
เราเบลอ
 
ทุกคนคงจะชิน กับการที่ ถามอย่าง
 
แล้วได้คำตอบอีกอย่าง  
 
 
55555555555555
 
แต่หนูไว้ใจได้นะ
 
หนูโหลดดิ้ง แต่หนูก็พยายามเก็บข้อมูล ลองฟรอบปี้ดิส แผ่นน้อยอยู่
 
โห้ยย ความจุน้อยมาก  55
 
ตอนนี้ก็จะภาวนาให้ตัวเอง อะเลิทขึ้น
 
เรายังไม่ค่อยชินกับระบบที่ต้องคิดอะไรล่วงหน้า วางแผนล่วงหน้า
 
ก็ระบบอุดมศึกษา มันสอนให้หนูเผางานนี่นา...
 
นี่ โทษ...ซะ
 
หวังว่า อาการโหลดดิ้ง จะบรรเทาลง
 
แต่ก็คงไม่หายขาด
 
อยากจะบอกว่าทุกอย่างที่นี่ไม่มีอะไร ที่เคยรู้มาก่อนเลย
 
ไม่รู้ว่า หมายคืออะไรวะ
 
แล้วพรุ่งนี้ต้องทำไรวะ
 
 
อ่อ ที่ฮาคือ
 
ช่วงแรก บอกอบอกให้ใส่กระโปรงครับ
 
อีแดงน้อยเหมือนครูไหวใจร้ายเลยยยยยยยยย
 
ฮาสาดดดดดดดดดดด
 
ไปงานนอกที ก็ได้แต่คิดว่า ไม่มีใครรู้จักกูหรอกกกกกกกกกกกกก 
 
555
 
โคตรจะไม่เป็นตัวของตัวเองเลย
 
แต่ตอนนี้เริ่มบรรเทาแล้ว
 
กำลังทำให้ความเกรียนสมดุล
 
 
 
ที่โมโหตัวเองอีกอย่างนึงคือ
 
ทำไมกูดูแปลกปลอมในหมูนักข่าววะ
 
วาย....
 
คือ ตอนนี้มีเพื่อน  1 คนที่เป็นนักข่าว
 
แล้วยังไม่มีเบอร์ด้วย
 
ทำไมกุเป็นคนงี้แว๊.............
 
มันไม่กล้าทำความรู้จักใครอ้ะ
 
มันไม่ใช่สไตล์ฉัน
 
 
"เฮ้ เกิล  ว้อด โย เนม เบ เบ่"
 
ยินดีที่ได้รู้จัก คำนับๆๆๆๆ
 
 
ไม่ใช่สไตล์กูเล้ยยยยยยยยยยยยย
 
แน่นอนว่าหนึ่งคนที่มีอยู่ เขามาทักก่อนน
 
เป็นไง เท่ไหม
 
 
แต่พีอาร์นี่ก็รู้จักพอสมควร
 
ก็เค้ามีเป้าหมายให้รู้จักพีอาร์นี่หว่าา
 
55555555555555555555555
 
เราทำถูกนะ
 
(ยังไม่รู้ตัว)
 
 
............
 
 
หนึ่งเดือนนี้ จำพี่ในโต๊ะได้ทุกคนแล้ว
 
เย้เฮ
 
 
ก็จะพยายามทำงานให้ดีที่สุดฮะ
 
 
ไฟต์เต้งงงงงงงงงงงงงงงงง  !!
 
 
ยังไงก็อยู่จนกว่าเขาจะไม่ให้อยู่ล่ะ  
 
 
555555555555
 
 
 
 
 
มาที่สภาวะทางด้านจิตใจ
 
 
จากที่แม่งเคยอยู่กับเพื่อนทุกวัน
 
กินข้าว เที่ยว
 
กินเหล้า
 
แล้วมาวันนี้ มันต้องทำทุกอย่าง
 
 
ไม่สิ ยังไม่มีกินเหล้าคนเดียว คงเปลี่ยวเกินนน
 
55555555555
 
 
เหงามากกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกก............
 
 
มากจนทำให้มันคิดถึงว่าที่ผ่านมาเรามีความสุขกับอะไรบ้าง
 
อยู่กับใครแล้วมีความสุขบ้าง
 
แล้วมึงมาเสือกคิดได้อะไรตอนนี้ เขาไปไหนแล้ว
 
คล้ายจะไม่ทัน จะกลับไปบอกก็กลัววุ้ยย
 
เพื่อนแม่งก็เชียร์ให้บอก
 
เห้ยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยย
 
 
โอสสสสสสสสสสสสสสสสสสสสสสสสสสสสสสสสสสสสสสสสสสสสสสสส
 
 
มันไม่ใช่สไตล์ของแดงเข้าใจม้อยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยย...............
 
 
ช่างเถอะ แค่บ่น
 
 
แค่เหงา อีแดงทนได้ย่ะ
 
 
ยังมีผู้ชายใ้ห้มองเพลินๆ อีกตั้งหลายคน  
 
 
555555555555555
 
 
 
เออ พูดถึงผู้ชาย  
 
 
วันที่ไปสัมมนาที่ออฟฟิศ  มีปู้ชาย วงเล็บช่างภาพ
 
 
คนหนึ่งมาทำการหยามเกียรติแดงน้อยด้วยการบอกว่า
 
"สู้ป่าววววววววว"
 
 
แหมมม
 
 
มีหรือจะยอม สรุป แดกไป n แก้ว
 
 
เมาจิตเจิดแตกซ่านน แทบคลานกลับ
 
ที่สำคัญ
 
 
นั่งร้องไห้
 
 
คือแบบ ถึงจุดๆ นึง น้ำตาจะไหลพราก  คือมันก็ไม่ได้มีอะไรเศร้าหอยดองอะไรเล้ยยย
 
 
แต่ว่า มันเริ่มไหล แล้ว เสือกหยุดไม่ได้
 
อีพี่คนนั้น วงเล็บ ช่างภาพก็มาถามว่าเป็นไรด้วยวุ้ยย
 
 
อยากจะบอกว่า กุไม่ได้เป็นร้ายยยยยยยยยยยยยยยยยย
 
 
กุเซ้นซิทีฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟ ขั้นรุนแรวงงงงงงงงงงงงงงง  กล้าาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาา
 
เท่านั้นเอ๊งงงงงงงงง!!
 
 
แอมโซฟลาย  (โซไฟน์)
 
ย่ะ
 
 
 
ปล.หลังจากวันนั้นยังไม่เจอพี่คนนั้นอีกเลย  55555555
 
 
มาที่ผู้ชายอีกคน  
 
 
เอ่อ  กลัวเขาจะมาเจอว่ะ
 
 
ชื่อพี่หมอฟ้า
 
 
 
55555555
 
แต่หนูไม่ได้รักแบบอยากเป็นแฟน แค่กรี๊ดเฉยๆ
 
หมอฟ้า เป็น มือกีตาร์ วงทาเคชิ แบนด์ ซึ่งน่ารักอ้ะ
 
เก่งด้วย หล่อด้วย 
 
หึหึ
 
แต่ตอนนี้แลเขาจะกลัวแดง
 
ต้องเก็บอาการนิดหน่อยซะแล้วกุ
 
แม้จำทำยากสักหน่อยเพราะความหล่อจะยั่วใจมาก
 
แอร๊วววววววววววววววววว...............
 
พอและ เด๋วเขามาเจอแล้ว จะฮาครากกกกกกกกกกกกก....
 
 
 
...........
 
 
 
 
 
ช่างเถอะ  ยาวไปแล้วมั้ง
 
ก็ไม่ได้อัพนานนี่นา กลัวคนคิดถึง
 
อยากบอกว่า ตอนนี้ก็มีความสุขดี
 
ไม่ต้องเป็นห่วง บ้านน้ำท่วมด้วย นิดหน่อย
 
เทคแคร์ ทุกคนที่ไม่ลืมแดง
 
แดงก็ไม่ลืมคุณ
 
ซารังเฮโยววววววววววววววววววววววววววววว  !!
 
 

edit @ 12 Oct 2011 19:59:36 by แดงน้อย เนินกระโทก ผู้มีภูเขามาบังอยู่หน้าบ้าน..

รายงานสด วันที่ 0 รีดผ้า?!

posted on 11 Sep 2011 17:47 by enjoy-dangnoi
วันนี้คือวันสุดท้ายที่จะว่างงาน!
 
ถูกแล้วค่ะฟังไม่ผิด
 
หลายคนสงสัย เอ้าอีนี่มึงจบแล้วหรอ ฮ่าๆๆ
 
ตอนนี้ทีสิตสำเร็จแล้วค่ะ
 
http://issuu.com/dangnoi4/docs/bbantathai
 
ว่างๆก็ไปดูกัน ออกตัวไว้ก่อนเลย ว่า คอลัมน์คาแร็คเตอร์นั้น เอามาจากตอนที่ไปฝึกงานที่ happening แล้วไปขอรูปนักเขียนเขามาแล้ว แต่ก็ไม่ได้ลง ซึ่งป่านนี้ข้าพเจ้าคงโดนด่าอยู่ ว่ามันเอารูปกูมาแล้วไม่ลงทั้งที
 
มันก็เป็นความผิดพลาดทางเทคนิคนิดหน่อยฮะ ก็เลยจับมายำรวมลงในนี้ซะเลย
 
ผิดพลาดอะไรก็ขออภัยมา ณ ที่นี้
 
ปล.ไม่ได้ทำขายเน้อ
 
มาว่าต่อกันที่เรื่องงานฮะ
 
หลังจากจัดหน้าทีสิตได้ไปสัก 80% ก็มีรุ่นพี่เรียกไปสัมภาษณ์ นิตยสารท่องเที่ยวแห่งหนึ่ง
 
แล้วก็ให้เราลองทำงานดู ก็ไปเที่ยวเกาะเกร็ดมา 8 ชั่วโมง เดินไม่มีหยุดทั้งวัน
 
แล้วก็เขียนส่ง ให้เราลองจัดหน้าด้วย เพราะวันสัมเราบอกว่าจัดได้ ก็จัด ก็แก้กันไป
 
สรุป ช่วงที่ไม่รู้ผล
 
ก็มีพี่มาแนะนำให้ไป นสพ มีชื่อเล่มหนึ่ง
 
แล้วก็ไปสัมมาวันนั้นก็ห่อเหี่ยวสุดยอด
 
เพราะว่ารู้สึกว่านำเสนอตัวเองได้ไม่ดี
 
แบบว่า ดูเป็นเด็กเอ๋อๆ หงอๆ ติ๊งต๊อง
 
แล้วก็เหี่ยวมาก จนแทบใช่ชีวิตไม่ได้
 
 
สรุปว่า ได้ เพราะเค้าเห็นว่าเราเกาหลี (ไม่ใช่หน้าตานะ แต่เป็นความถนัด)
 
แล้ววันพรุ่งนี้ก็ไปทำงานวันแรก
 
อ้อ ลืมบอกไปว่าพอ รู้ว่าได้ที่ นสพ ปุ๊บ นิตยสารท่องเที่ยวเล่มนั้นก็บอกว่า ให้ลองสมัครที่อื่น -.-
 
เราก็โอเคจ้ะ
 
  แล้ววันนี้ก็ต้องมานั่งรีดผ้า ไม่ได้รีดจริงจังแบบนี้มานานมาก
 
ตอนเรียนนิเทศไม่ค่อยใส่ชุด นศ รีดก็แค่ตัวสองตัว
 
 
พรุ่งนี้ตื่นเต้นจัง ไม่รู้จะเจออะไรบ้าง
 
แต่ตั้งใจว่าจะทำทุกอย่างให้ดีที่สุด
 
แล้วจะมาเล่าใหม่
 
 

ผจญภัยวันแม่

posted on 12 Aug 2011 16:28 by enjoy-dangnoi

 

เส้นทางวันเม่ วันนี้ 15.20 ออกเดินทาง

เป้าหมาย ร้านขายดอกไม้ที่หน้าโรงงาน

ระยะทาง 1 กิโลเมตร ไม่พบการมาขายของร้านนั้น

แวะ 7-11  เพราะ ดันฉุกคิดว่า 7 น่าจะมีทุกอย่าง

เดินวนอยู่สองรอบ

ไม่มีอะไรที่จะเกี่ยวกับวันแม่เลย

เปลี่ยนเป้าหมายไปที่ หมู่บ้าศุภมงคล 1

ระยะทาง 2 กิโลเมตร

ฝนเริ่มลงเม็ดหนาแน่น ถึงหมูบ้านศุภมงคล

ตรวจไม่พบร้านขายดอกไม้ในระยะการมองเห็น

เปลี่ยนเป้าหมายไปที่ ตลาดนัดหน้าวัด

ระยะทาง 2.5 กิลโลเมตร

ฝนตก ลมแรง ถึงที่หมาย

พบว่า พวงมาลัยดอกมะลิพวงละ 20

ดีดราคาไปถึง 50 บาท

ประเด็นคือต้องซื้อสองพวงให้แม่และน้า

เหงื่อตก เปียก เหนื่อย แพง

แต่ทำไปด้วยรักนะฮะ

ขี่รถกลับบ้านเปียกชุ่ม

แต่ยังยิ้มได้

^_^

คุณสมจิตรเท่แมกซ์!

posted on 05 Aug 2011 18:32 by enjoy-dangnoi
ฉันรู้จักกับคนสมจิตรมา 20 กว่าปีแล้ว ตั้งแต่ช่วง หกโมงเย็นของวันเงินเดือนออก
 
ดูมีอันจะกินเนอะ
 
ตอนนั้นฉันก็ยังไม่รู้จักสมจิตรมากนัก สมจิตรพูดอะไรก็ไม่รู้เยอะแยะ ฉันจำไม่ได้หรอก
 
ฟังก็ไม่รู้เรื่อง แต่ก็รู้สึกดีทุกครั้งที่มีสมจิตรอยู่ข้างๆ
 
ตอนนั้น ฉันหนัก 3 โล แปดแหน่ะ ตัวใหญ่บักเบิ้ม
 
มีคนเล่าว่า อยู่รพ ก็เป็นขาใหญ่ แหกปากไม่หยุด
 
ฉันรู้สึกภูมิใจมาก (ยืดอก)
 
 
 
มีอีกอย่างหนึ่ง เขยิบเข้ามาใกล้ๆ
 
แม่ฉันผิดปกติอยู่อย่างหนึ่ง
 
เขาเรียกกันว่า "นมยักษ์"  (เป็นความเชื่อของคนโบราณ ว่าคนที่เป็นลูกจะไม่ยอมกินนม หรือไม่ก็เห็นแล้วก็จะร้องไห้ หรือไม่ก็กินแล้วจะไม่สบาย  มันเป็นความเชื่อของคนโบราณ  ดังนั้นพี่ทั้งสองของเราเลยไม่ได้กินนมจากกแม่เลย)
 
แต่แม่บอกฉันว่า  "กินนมยักษ์  จะได้โตแข็งแรง"
 
ฉันเลยเป็นลูกคนเดียวที่ได้กินนมแม่
 
โดยไม่เป็นอะไรเลย
 
สมบุกสมบันมาตั้งแต่เด็ก
 
ผ่านมา 7 วัน
 
ฉันยังแข็งแรงดี
 
แต่แม่ เป็นไส้ติ่ง
 
แน่นอนว่าแม่ต้องไปผ่าตัด ขนาดนี้ฉันนอนอุแว้อยู่บ้าน
 
แน่นอนว่าหลังจากนั้น ฉันก็ไม่ได้ดื่มนมแม่อีกเลย
 
เพราะว่าหมอห้าม เนื่องจากแม่กินยาเยอะ
 
 
ฉันเป็นลูกคนเดียวที่ได้กินนมแม่ แต่ก็ได้แค่ 7 วัน
 
หรือ จะเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่คอยกันไว้ก็ไม่รู้
 
อันนี้เป็นความเชื่อส่วนบุคคลนะ
 
 
ฉันโตมาด้วยนมกระป๋องตลอดมา...
 
ฉันไม่ได้ไม่พูดถึงพ่อเพราะว่า เอนทรี่นี้เป็นเรื่องเกี่ยวกับแม่
 
แต่เป็นเพราะว่า ฉันไม่ได้อยู่กับพ่อตั้งแต่ ขวบกว่าๆ
 
ดังนั้น แม่ของฉันก็เลยเป็นทั้ง แม่ ทั้งพ่อ ทั้งอา ทั้งปู่ ทั้งย่า ด้วย เนื่องจากฉันไม่เคยใกล้ชิดญาติฝั่งพ่อเลย
 
ฉันโตมาเรื่อยๆ...
 
ฉันสนิทกับแม่มาก (หลังจากที่เริ่มคุยรู้เรื่องแล้ว)
 
สนิทแบบว่าคุยได้ทุกเรื่อง และฉันก็เป็นลูกมือคุณสมจิตรในทุกเรื่อง
 
คุณสมจิตรชอบงานเย็บปักถักร้อยมาก
 
เธอทำมาทุกอย่าง ถักโครเชร ทำเสื้อ ทำหมอน ทำผ้าพันคอ
 
ทำหมอนฟักทอง กระเป๋าลูกปัด เย็บเสื้อผ้า มีช่วงนึงที่รับตัดปะเสื้อผ้าด้วย
 
แต่ที่ชอบที่สุดก็คงจะเป็นปลูกต้นไม้
 
เพราะว่าบ้านฉันขายต้นไม้
 
ต้นไม้
 
 
จึงเต็มบ้านไปหมด
 
ตอนเด็กๆ ที่บ้านเรามีไก่ด้วย เป็นไก่ของปู่ (จริงๆเป็นตา แต่ว่าไม่มีเพื่อนเรียกตา ก็เลยเรียกปู่)
 
กลางวันแดดร้อนมาก
 
ต้นเทียนที่แม่ปลูกไว้วันก็เหี่ยวแบบกองไปกับพื้น เพราะว่ามันเป็นพืชอวบน้ำ
 
มันก็เหี่ยวทุกวัน
 
แม่ก็บอกว่า ทำไมไม่ดูแล ไม่ให้ไก่มานอน
 
แม่คิดว่าไก่มานอน
 
เราบอกว่า มันไม่ได้มา
 
แม่ก็ไม่เชื่อ
 
จนวันที่แม่หยุด
 
ฮ่าาา
 
 
ก็มันเหี่ยวจริงๆ
 
 
มีอีกครั้งหนึ่งแม่ให้เราไปเก็บผ้าที่ตากไว้
 
ราวเป็นไม้ไผ่
 
เราตัวเตี้ย
 
ก็เลยต้องแบบปีนๆ เขย่งๆ
 
มือก็ไปพาดกับไม้ไผ่
 
แล้วพอดี๊
 
แมลงภู่ ที่มันชอบทำรังในไม้ไผ่ มันก็ต่อยจึ้กกกกกกกกก
 
แม่บอกเราเอานิ้ว แหย่
 
 
หนูเปล่าจริงๆนะ แม่
 
ครั้งที่เด็ดสุด เป็นครั้งที่เราไปยืบแม็คคนข้างบ้าน
 
แล้วเรา ดันพลาดไปแม็คมือตัวเอง
 
ฮ่าา
 
 
เราฉลาด
 
แล้วแม่ก็ว่าเราใหญ่เลย
 
ว่าจะทำยังไงล่ะนี่
 
แม่คิดว่า มันจะเหมือนแม็คกระดาษแบบที่ ปลายจะงอ
 
ตกใจเป็นเรื่องใหญ่มาก
 
แล้วเราก็ดึงออกไป จบข่าว
 
โดนบ่นไปสองวัน
 
 
แม่เป็นคนที่ห่วงลูกมาก
 
แม้กระทั่งสิว
 
ฉันชอบแกะสิวมาก
 
และแม่ก็จะบ่นเป็นจริงเป็นจัง
 
แม่ไม่เข้าใจ
 
 
 
หลายครั้งที่ฉันนั่งทำงานพอกหางหมู แม่จะเป็นคนเดียวที่คอยเข้าใจและจะดูแลฉันเป็นพิเศษ
 
ยิ่งเป็นวันที่ทำงานหนักที่ไม่ใช่ของเราคนเดียว ฉันจะแบกรับความเครียดไว้มากมาย
 
ก็จะมีแม่คอยช่วยตลอด
 
 
รักแม่ค่ะ!
 

edit @ 12 Aug 2011 09:35:53 by แดงน้อย เนินกระโทก ผู้มีภูเขามาบังอยู่หน้าบ้าน..

ชื่อเรื่อง มันไม่เกี่ยวกับเรื่องที่จะบอกหรอก ฮ่าๆๆ
 
 
ไม่ได้อัพมานานนมมากโข...
 
 
เลยมาอัพเดตสถานภาพตอนนี้
 
 
ยังเป็นเด็กที่เรียนไม่จบ อยู่ในระหว่างทำทีสิต
 
 
ตอนนี้ย้ายรกรากกลับมาอยู่ที่บ้านอย่างถาวรแล้ว
 
 
แล้วก็พบว่า การอยู่ที่นี่ต้องต่อสู้ด้วยกันหลายอย่าง
 
 
ต่อสู้กับ ตัวเอง ช่วงนี้เป็นอะไรไม่รู้ ร่างกายมันอยากนอนมากๆ เอาเป็นว่า ตื่นมา 7.00 เพราะแม่ปลุก ให้ไปรดน้ำต้นไม้
 
หลังจากนั้นช่วง 11-16  มันจะง่วงมาก ง่วงแบบว่า อยากเอาหัวไปวางกับพื้นนิ่มๆสักที่ แล้วปิดหลังตาลง...อา..สบายจัง
 
 
 
 
ต่อสู้กับ อินเตอร์เน็ต ที่บ้าน มีเน็ตเร็วปานสายฟ้าฟาดลงยอดต้นตาล 
 
 
เพราะฉะนั้นวันๆก็ไม่เป็นอันทำอะไร นั่งดูคลิป เล่นโน่น เล่นนี่ไป  หมดวัน....หมดอาทิตย์....หมดเดือน....หมดไตรมาส...
 
งานก็ยังไม่เดิน ไม่สิ ตอนนี้มันหลับไหลแน่นิ่งเป็นปลาพันธุ์ดีที่ถูกสต๊าบเอาไว้ในพิพิธภัณฑ์
 
 
ต่อสู้กับ ทีวี ที่บ้านมีทีวีที่อยู่ห่างกับโต๊ะคอมเพียง 40 เซ็นติเมตร ดังนั้นไม่ว่าจะทำอะไร ทีสีก็มักจะถูกเปิดอยู่เสมอ
 
เปิดจานแดงดูก็เพลินใช่ย่อย  อ๊าา ช่อง 64 ที่เกาหลี อ๊า  ช่อง 56 ละครเรื่องนั้นกำลังติดเลย...
 
 
ต่อสู้กับ ขี้ปากเอฟวรี่บอดี้  เรียนจบยัง จบเมื่อไหร่  ถามกันอยู่ได้ทุกวี่ทุกวันจนเริ่มรำคานมากๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ  จนมันกลายเป็นความเบื่อหน่าย อยากตะโกนใส่หน้าว่า หนูจบแล้วน้าจะรวยขึ้นหรอคะ หรือ ที่กูยังไม่จบคิดว่า กุเสียผมประโยชน์คนเดียว มึงก็เสียด้วยหรือเนี่ย....
 
ทำเสื้อสกรีนใส่เลยไหม "ยังไม่จบ ทำทีสิตอยู่ อย่าเสือกมากได้ไหม?"
 
 
ต่อสู้กับ กลไกของงาน การแกะเทป แม่งโคตรน่าเบื่อลเยครับ  ยิ่งถ้าอิเทปนั้นมันยาว 2 ชั่วโมง  ความอดทนในการแกะมันจะมีน้อยมากกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกก
 
เชื่อไหม มีเทป 2 ชั่วโมงอยู่สองไฟล์  เดือนนึงแล้ว ยังไม่ได้แกะเลย ฮาา
 
เราไม่ได้ขี้เกียจนะ แต่เราขยาดแบบไม่อยากจะแตะต้องมันเลย ขยาดมากๆ
 
 
ต่อสู้กับ สภาพอากาศ  ดีนะที่ช่วงนี้อากาศร้อนน้อยลง หรือว่าร่างกายดันปรรับตัวได้ซะแล้ว เอาน่ะ แต่ว่าร้อนน้อยลงจริงๆ
 
 
ร้อน ... โหวร้อนว่ะ ใครจะทำงานได้
ร้อนนิดๆ...โอย เหงื่ออกหลัง เหนียวตัวแบบนี้ใครจะทำได้
อากาศปานกลาง....(ลืมไปสนิทเรื่องร้อนเย็น มือจับเมาส์ดูคลิปเกาหลีเพลินๆ)
ลมเย็น....อา...ลอยหน้ารับลม อาา วันนี้ลมเรยจังเลยย หันกลับมาเล่นเฟสบุก คลิกๆๆๆๆ
หนาว....โหยย หนาวแบบนี้ก็ต้องนอนสิ  (ดึงผ้านวมปิดคอ)
ฝนตก...(เน็ตทีโอทีมักหลุด) เน็ตไม่มี ทำงานได้ยังไงเล่า โมโห ฟึดฟัด ตบเข่าดังฉาดด ..โวยวายๆๆ
 
 
สรุปก็ไม่ต้องกันหรอกเนอะ งานน่ะ.... -*-
 
 
ยอมรับเลยว่าช่วงนี้ใช้ชีวิตไร้สาระ อย่างยิ่งยวด
 
ใครพอจะมีวิธีกระตุ้นแรงบันดาลใจ หรือ ช่วยเอาถาดสังกะสี มาตบกบาลให้ตื่นซะที
 
ตบเองไม่รู้สึกแล้ว ด้านชามากๆ
 
นี่ถ้า ขี้เกียจแล้วสูงขึ้นนะ ป่านนี้สูงทะลุหลังคาแล้ว 
 
 
เรี่ยวแรงในการทำงานเขาหาซื้อกันที่ไหน  อยากได้ซักแกลอน
 
วัคซีนแอนตี้ความขี้เกียจ เข็มละเท่าไหร่
 
 
 
 
จะฉีด เข้าเส้นให้มันไหลเวียนแทนเลือดเลย
 
 
วันนี้อยากจะแกะ 2 ชั่วโมงนั้นให้เสร็จ ทายสิจะทำได้ไหมม
 
 
ช่วยพูดหน่อยดิ  ว่าหน้าอย่างนี้ทำไมได้หรอก  อยากเอาชนะ ฮ่าา 
 
 
 
*โปรดติดตามตอนต่อไป*
ข้อดีก็มีนะ แต่ส่วนมากมันเป็นการแถเอามากกว่า ฮาา
 
แม่พูดอยู่ตลอดว่า  เลิกเถอะลูก
 
หนูว่าติดนักร้องก็คล้ายๆติดบุหรี่นะ
 
บางแว๊ปนึกจะเลิกก็เลิกได้
 
แต่บางคราวมันก็ติดหนึบ สลัดไม่ไปสักที
 
ช่วงนี้เป็นช่วงของการจ่ายเงินฮะ
 
หลายคนคิดว่า  เราจะเปลืองตังเสียกับวงเกาหลี แค่บัตรคอนมันไม่จริงฮะ
 
เรายังมี แท่งไฟ(ของแฟน- ของค่าย)  แฟนกู๊ด(ของที่แฟนทำขายทั้งในและต่างประเทศ)  ออฟฟิชอล กู๊ด (ของลิขสิทธิ์ ของค่ายเพลง)  โฟโตบุกยั่วน้ำลายทั้งหลายแหล่ ซีดี-ดีวีดี(ลิมิเต็ดอีดิชั่นมากมาย)
 
อย่างซีดีที่จะออก วงดังๆ ก็จะออกอย่างน้อย 2 ปกฮะ เรียกว่า A B บางวง ก็ถึง C นอกจากนั้น บางวงจะออกเป็น Limited edition+photobook(บางอันแพงมาก-แพงน้อย ถูกๆไม่มีฮะ)  หลังจากเพลงดังมากๆ แล้ว ภายหลังจะมีการออก repackage อีกรอบ
 
 
นอกจากนั้นยังมีของ กระจุกกระจิกสารพัดอย่าง พัด พวงกุญแก ที่ห้อยมือถือ ยูเอสบี ถุงกระดาษ  กระเป๋า เสื้อ ดินสอ  ยางลบ ไม้บรรทัด ที่รองเม้า กรอบมือถือ ไปจนถึงไพ่
 
ยังไม่หมดฮะ ขั้นตอนการไปคอนแต่ละ ครั้ง จะมีขั้นตอนตามนี้(สำหรับตัวเอง)
  1. หนึ่งถึงสองเดือนก่อนซื้บัตร บริโภคอาหารประเภทมาม่า และอาหารต้นทุนต่ำเป็นหลัก
  2. เงินจะครบพอดี หรือเกือบจะครบช่วงซื้อบัตรพอดี ซึ่งจิตจะหลุดมาก ขั้นตอนการซื้อบัตรจะต่างกันไปตามความดังของแต่ละวง บางวง หมดช้า บางวงหมดเร็ว (อย่างวงล่าสุดที่พรีเซล ไปเมื่อวาน จิ้มกันหมดภายใน 10 นาที โชคดีที่ทัน)  ขั้นตอนนี้จะเกร็งในช่วงท้องมาก  แม้ตัวคุณจะครบแล้ว ก็ใช่ว่าคุณจะจิ้มบัตรทัน(ในกรณีวงดัง) เราเองเคยนั่งร้องไห้ในกรณีนี้มาแล้ว 555  ต้องมีดวงด้วย  ราคาที่เคยซื้อมาก็มีตั้งแต่  800-5000  บาท  วงไหนมีคอนสองวันก็เหงื่อแตก
  3. หลังจากจิ้มบัตรได้แล้ว ขั้นตอนต่อไปก็คือรอ จริงๆไม่หรอก ช่วงนี้เป็นช่วงเตรียมของและเตรียมตัว ของที่จะเตรียมได้แก่ แท่งไฟของศิลปิน อาจะเป็นแท่งไฟของแท้ หรือแฟนเมด ซึ่งราคาก็ตกอันละ 120-600 บาท  สิ่งต่อมาที่ขาดไม่ได้ คือผ้าเชียร์ อาจจะเป็นผ้าปัก หรือว่า ผ้าเพ้นท์ แล้วแต่ มีสองแบบเหมือนกัน คือแฟนเมดกับของแท้ ราคา 150-650 ยังไม่เคยเจอแพงกว่านี้ และอีกหนึ่งสิ่งที่จะทำช่วงนี้คือ การซ้อมอังกอร์
    อังกอร์ - ไม่ใช่ ละครทางช่อง 7 ที่มีเนื้อเรื่องเกี่ยวกับเสือ แต่เป็นการตะโกน โค๊ดเชียร์ที่เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน  เพราะไม่งั้นเวลาเห็นศิลปินเราก็จะตะโกนกันมั่ว กรี๊ดปอดแหกจนฟังเพลงแทบไม่รู้เรื่อง แล้วยังแสดงถึงพลังความสามัคคีของแฟนคลับด้วย สิ่งที่ตะโกน อาจเป็นชื่อ หรือว่า ท่อนเพลง คำใดคำหนึ่งแล้วแต่ทางแฟนที่เกาจะคิดกันมา เราก็ตามเค้าไป ตัวอย่าง http://youtu.be/0XTtqEObcuA?hd=1
  4. หลังจากทั้งของ ทั้งตัวเอง(อังกอร์ได้)แล้ว ก็ใกล้ถึงวันคอน  สิ่งหนึ่งที่ต้องเตรียมคือ  เงิน สำหรับตามศิลปิน และซื้อของหน้าคอน(ของกระจุ๊กกระจิ๊ก) และของที่ระลึกคอน ออฟฟิตชอล ซึ่งส่วนมากแพงหู(ตา จมูก ปาก)ฉี่ มากๆๆๆๆ  แต่ก็อยากเก็บชิมิ
  5. วันศิลปินมา ถ้าเป็นวงรักมาก ก็จำ "ตาม"  การตามก็คือการเสียตังเช่ารถตามทุกที่ที่ศิลปินไป ตั้งแต่ลงจากเครื่อง บางทีต้องกินโน่นกินนี่ เสียจุ๊กจิ๊กเยอะมาก วงไหนใครตามเยอะก็โอกาสเจอน้อย เห็นจังๆน้อย เคยตามวงไม่ดังครั้งนึง ได้จับมือด้วย แต่ตอนนี้ดังและ 55  การตาม เสียค่ารถตั้งแต่ 250-1000 (ค่ารถ+ค่ากิน) ขั้นตอนนี้ทุกคนต้องใช้ความสามาถด้านการวิ่ง เพราะว่า เราต้องพร้อมวิ่งทุกเมื่อ และมักจะถูกการ์ดหลอกประจำ555+  (ปล.นอกเหนือจากนั้นคือ ค่าป้ายเชียร์ ป้ายชื่อ ที่เอาไว้ถือ ลองนึกภาพออกไหม ที่เป็นรูปนักร้องแปะฟิวเจ้อบอร์ด หรือเป็นตัวหนังสือ)
  6. และแล้ววันคอนก็มาถึง คนส่วนมากจะหมดแรงเพราะว่า วิ่งตามศิลปินเมื่อคืน วันนี้จะเป็นการตักตวงความสุขล้วนๆ หากใครอยู่ในหลุมบัตรยืน โชคดีหน่อยอาจจะได้จับมือ และก็ยังมีธรรมเนียมนึงที่นิยม นั่นคือ การโยนของจากข้างล่างขึ้นไปให้ศิลปิน มีหลายอย่าง ตั้งแต่ตุ๊กตา ป้ายเชียร์ ผ้าเชียร์ ของขวัญ ลูกบอล ลูกโป่ง สารพัดที่จะโยนได้ โชคดีอีกนิด ศิงปินอาจหยิบไปเล่น ก็ภูมิใจกันไป
  7. คอนจบ ก็ไปตามต่อ ซ้ำๆๆ ไปกินข้าวเราก็ไป ไปโรงแรมก็ไปรอ ไปนวดก็ไปเฝ้า ส่วนถ้ามีคอน2 วันจะไม่ตาม(สำหรับตัวเอง) เพราะว่าต้องไปนอนรอ(อันนี้ไม่ได้เว่อร์) แต่เป็นแบบนี้จริงๆ เราเคยไปประมาณเที่ยงคืน คนนอนกันเกลื่อน ตรงประตูเข้าบัตรยืน ถ้าชัวร์ๆ ออกคอนวันแรกก็นั่งรอเลย ได้อยู่หน้าแน่ๆ เกาะรั้วแน่ๆ คอนเฟิม
  8. ภารกิจวันที่สองซึ่งบัตรยืนส่วนใหญ่ก็จะนอนเกือกแถวทางเข้านั่นแหละที่พื้นนั่นแหละ เอาแรงไว้เต้นในคอน ความสุขมันอยู่ที่โมเมนต์ที่เค้าสบตา เค้าเดินผ่าน และขนลุกกับอังกอร์ ที่ดังมาก และซึ้งใจถึงขั้นน้ำตาไหลกับเพลงซึ้ง(บ้ามากดุจว่าฟังออก 5555)
  9. และจบลงด้วยการไปส่งที่สนามบินถ้ากลับเลย (ถ้าไม่หมดแรงซะก่อน)

จบภารกิจ 

เมื่อวานเพิ่งได้ยินอาจารย์ที่เคารพท่านหนึ่งพูดเกี่ยวกับ วัตถุนิยม  มันมาแป๊บเดียว อย่าไปหลงกับมัน

แต่หนูกลับคิดว่า ถ้าหนูไม่หลงตอนนี้ก็ไม่รู้จะหลง ตอนไหน และการที่ทำแบบนี้ก็ไม่ได้เดือดร้อนใคร

มันก็ WIN-WIN ทั้งคู่  ไม่รู้เด็กคนอื่นเป็นยังไง แต่เราไม่เคยขอตังแม่สักที  บัตร 5000 เราก็แกลบเอา

นานหน่อยก็ได้ อย่าหาว่าเด็กบ้าเกาหลีเสียไปทุกเรื่อง  บางคนเต้นประกวดได้ตังมากมาย บางคนชอบ

จนเรียนภาษาเป็นเรื่องเป็นราว มันแล้วแต่มุมมองของแต่ละคน อย่าเอาตัวเองไปตัดสินคนอื่น

หนังสือออกแล้ว

posted on 18 Feb 2011 12:55 by enjoy-dangnoi
สวัสดีค่ะ หนูเอง  แน่จิก็บล็อกเธอแล้วจะเป็นใคร
แหมม วันนี้มาอัพบล็อกรู้สึกจะเขินเป็นพิเศษ  เนื่องจาก
 
นิตยสารของหนูมันออกแล้วค่ะ
 
"เพลิน  เพลิน" ออกแล้ว
 
นิตยสารที่เราซุ่มทำกันกว่า 3 เดือน
มีทั้งความเหนื่อย ล้า จน(อันนี้ไม่ค่อยเกี่ยว)  แต่ก็สนุกมากๆ
 
ย้อนกลับไปสามเดือนที่แล้ว หนูกับเพื่อน 8 คนนั่งคุยกันว่าหนังสือเราจะชื่ออะไรดี
 
"เพลิน"  ชื่อเดียวที่ผุดมาในเวลานั้น
 
 
เราเป็นนิตยสารบันเทิง-ศิลปะ 
มีเฉพาะเรื่องราวบันเทิงและศิลปะ ซึ่งเราก็พยายามจำกัดไม่ให้หลุดกรอบที่ตั้งไว้
 
หลายคนอาจจะสงสัย ว่าอาจารย์บังคับหรือเปล่า
 
วิชานี้เป็นวิชาผลิตนิตยสาร ที่อิสระที่สุดในโลก
 
อาจารย์ไม่เข้ามาก้าวก่าย แม้แต่แนวของหนัง รูปแบบหนังสือ ปล่อยให้นักเรียนได้ลองคิดเอง ทำเอง ทุกขั้นตอน
 
ดีนะไม่มีหนังสือพระ
 
กลุ่มเราส่ง "เพลิน" เข้าประกวดกับ อีก 2 กลุ่มที่เหลือ "ฟุ้งสาร"  และ "มุงหลังคา"
 
ใครจะมาตั้งชื่อเป็นภาษาอังกฤษกัน ใช่มะ  55
 
"เพลิน" ตกรอบแรก   เพราะดันมีคนคิดก่อนเรา
 
เราเลยกลับไปคิดสามวัน(ไม่หรอก จริงๆแล้วตอบเดี๋ยวนั้นเลย)  ว่างั้นเราเป็น  "เพลิน เพลิน"
 
มันมาจากศัพท์ติดปากของพวกเรา อาทิเหตุการณ์นี้
 
แบบเวลาเดินแล้วเจอหนุ่มสาวกอดคอกัน เพื่อนภามทำผู้หญิงมันไม่หวงตัวเลยแว๊
 
เราเลยตอบว่า มันก็คง "เพลิน เพลิน" ล่ะมั้ง  ตั้งแต่นั้นมา เจอโน่นนี่อะไร มันก็ติดคำว่า เพลิน  ตลอด
 
ยังนึกอยู่เลยว่าทำไมชื่อแรกไม่เอา "เพลิน เพลิน"
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
ปกหน้า  แคลช
 
ปกหลัง  จิ๊กซอว์การ์ตูน
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
หลังจากนั้นพวกเราก็มาระดมสมองอันน้อยนิดของพวกเรา ว่าใครอยากจะคุยกับใคร อยากจะทำอะไร แต่ให้อยู่ในกรอบบันเทิงศิลปะ
 
โดยมี เพื่อนจ๋อม เป็นบก.บห.    และหนู ดำรงตำแหน่ง  บก.  (ได้มาได้ยังไง)  นอกจากนั้นแล้วฉันยังควบฝ่ายศิลปกรรมด้วย 
 
ผ่านระยะเวลาที่ทั้งเหนื่อยและสนุกของเรา เดินทางไปหาคนโน้นคนนี้ คุยกับคนดัง แกะเทป เขียน แก้ไข จัดหน้า ส่งโรงพิมพ์ เราทำกันเองทุกขั้นตอนจริงๆ
 
หนูไม่รู้ว่านิตยสารเล่มนี้  มันจะจับจด แบบที่อาจารย์ บอกไหม  หนูไม่ได้ใจเจตนาของอาจารย์นัก
 
แต่หนูรู้ว่า  หนูโคตรจะทุ่มเท ตั้งใจทำมันเลย
 
ตอนนี้มันออกมาแล้ว  จะว่าเว่อร์ก็ได้ ตอนที่เห็นครั้งแรก มันตื่นเต้นอย่างบอกไม่ถูก เหมือนได้เห็นหน้าลูก
มันมีความสุขมากๆ
 
 
และอยากจะให้ทุกคนได้อ่าน
 
 
 
 
 

Thanks: gclub
 
 
 

สิ่งหนึ่งที่อยากจะขอโทษก็คือ ปกหลังที่เห็น ไปหยิบเอาภาพการ์ตูน ของคนดังหลายท่านมารวม หวังว่าจะไม่โกรธหนู ขอโทษที่ไม่ได้บอกก่อน ขอกราบขอบคุณไว้ณที่นี้ (หลายรูปนำจากตอนที่ฝึกงานอยู่ happening ที่จะรวมเป็น 20 คาแร็กเตอร์การ์ตูนไทย แต่สุดท้าย ไม่ได้ออก เพราะเหตุผลบางประการ)
 
 
 
ส่วนใครที่อยากได้ ตอนนี้ นอกเหนือจาก บุคคลกิติมศักดิ์ที่หนู EMS ไปหาแล้ว ใครที่อยากได้หนูจะส่งให้ฟรีค่ะ  ส่งที่อยู่มาได้เลย (ไม่ต้องกลัวว่าหนูจะเสียค่าส่งนะคะ หนูจะส่งโดยมหาลัยค่ะ) 
 

 
มีอยู่ทั้งหมด 10 เล่มนะคะ ใครส่งมาก่อน หนูส่งให้ก่อน  (เป็นหนังสือส่วนที่เป็นของหนูเองค่ะ)
 
 
 
 
อยากให้ได้อ่านจริงๆค่ะ  จริงๆหน้าปกราคาเล่มละ 20 บาทค่ะ รายได้ทั้งหมดจะนำไปมอบให้กับโครงการของทางมหาลัยค่ะ ปีที่แล้วก็มีสอนน้องล้างมือ สอนน้องแปรงฟัน สอนน้องปลูกต้นไม้ ส่วนปีนี้ ยังไม่ได้คิดว่าจะทำอะไร
 
 
 
ปล.ขอโทษรูปด้วยนะ 
 
ปล.2 ถ้าใครรอยากได้ นัดเจอกันที่งานหนังสือได้นะคะ มีอีก ประมาณ 10 อยากได้ก็ส่งที่อยู่มาเลยนะคะ อยากให้ได้อ่านกันจริงๆ โดนเฉพาะคนที่อ่านบล็อกหนูอยู่  ขอบคุณทุกกำลังใจค่ะ


edit @ 22 Feb 2011 22:37:09 by แดงน้อย เนินกระโทก ผู้มีภูเขามาบังอยู่หน้าบ้าน..

Favourites